|
|
|
Macbeth: อิสตรีหรือจะอ่อนแอ
ตามความเข้าใจของเราในอดีต ผู้หญิงของสังคมทุกชาติมักจะเป็นช้างเท้าหลังที่สงบเสงี่ยม ทำตามคำสั่งของสามีอยู่ต้อยๆ แต่พวกเราเองก็ยอมรับว่ามีผู้หญิงไม่น้อยที่เข้ามามีอิทธิพลต่อสามีซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหรือแม้แต่ก้าวขึ้นมาใหญ่เสียเองและประวัติศาสตร์ก็จะย้อนไปประเมินค่าตีตราเธอเหล่านั้นว่าจะเป็นนางฟ้าผู้บริสุทธิ์หรือนางแพศยาสุดโฉดชั่วก็แล้วแต่ตัวบุคคลไป สำหรับตัวกวีเอกของโลกอย่างเช่น วิลเลียม เช็คสเปียร์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่หนึ่งของอังกฤษ (ครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ.1558 1603) ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของอังกฤษที่เจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมแล้วก็คงจะตระหนักถึงพลังเช่นนี้ของสตรี บทละครของเขาเรื่องหนึ่งคือ The Tragedy of Macbeth หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า Macbeth จึงเป็นตัวสะท้อนโลกทัศน์ของเช็คสเปียร์ต่อผู้หญิงถึงประโยคที่ได้กล่าวแนะนำมา บทละครเรื่องนี้เชื่อกันว่าถูกเขียนในช่วง ปี ค.ศ.1603 ถึง 1607 อันอิงมาจากชีวิตจริงของกษัตริย์ของสก็อตแลนด์พระองค์หนึ่งซึ่งมีครองราชย์ในช่วงปี ค.ศ.10401057
อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ได้กล่าวถึงบทละครของเช็คสเปียร์แต่เป็นอุปรากรของจูเซปเป้ เวอร์ดี้ คีตกวีชาวอิตาลีที่เวอร์ดี้ได้นำบทบทละครของเช็คสเปียร์ผู้มีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเขากว่าสองร้อยปีมาดัดแปลงถึงสามเรื่องคือ Macbeth (1846) Otello (1887)และ Falstaff (1893) ซึ่งเป็นอุปรากรหรรษาเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเวอร์ดี้ที่อิงจากละครชื่อ The Merry Wives of Windsor ความจริงแล้วสำหรับ Macbeth เวอร์ดี้ต้องขอบคุณนักแต่งบทอุปรากรคู่บุญของเขาคือฟรานเชสโก้ มาเรีย เปียบซึ่งก็อิงจากการแปลมาเป็นเชิงร้อยแก้วเป็นภาษาอิตาลีของคาร์โล รุสโคนีอีกทีหนึ่ง แต่ก็ถือได้ว่าเนื้อหาโดยส่วนใหญ่ ตัวอุปรากรจะซื่อสัตย์ต่อละครของเช็คสเปียร์อย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงลายละเอียดเพียงเล็กน้อยเช่นในบทละครมีแม่มดเพียงสามคน แต่ในอุปรากรจะเป็นกลุ่มแม่มดกว่าสิบคน (ส่วนภาพยนตร์Throne of Blood ของอาคิระ คูโรซาว่า ที่ดัดแปลงมาจากละครเรื่องนี้เหมือนกันมีแม่มดเพียงคนเดียว)

Macbeth ของเวอร์ดี้ถูกนำแสดงเป็นครั้งแรกในวันที่ 14 มีนาคม ปี ค.ศ. 1847 ที่โรงละครทีโทร เดลล่า เปอโรโกล่าของนครฟลอเร็นซ์และประสบความสำเร็จอย่างมาก ก่อนจะถูกเวอร์ดี้นำมาเพิ่มเติมดนตรีเข้าและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบางองก์ เพื่อนำออกแสดงอีกครั้งใน กรุงปารีส เมื่อปี ค.ศ.1865 แต่กลับได้รับความนิยมน้อยกว่าฉบับแรก Macbeth จางหายไปจากความนิยมของชาวโลกจนกระทั้งได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในหลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
อุปรากรมีทั้งหมดสี่องก์ เป็นเรื่องของนายพลแม็คเบ็ธพร้อมเพื่อนคือแบงโกวได้พลัดหลงไปในป่าลึกหลังจากได้ชัยชนะจากสงครามและพบกับฝูงแม่มดซึ่งทำนายว่าแม็คเบ็ธจะได้เป็นขุนนางชั้นอัศวินและจะได้เป็นกษัตริย์สืบต่อพระเจ้าดันแคนของอาณาจักรสก็อตแลนด์ แม็คเบ็ธเชื่อในคำทำนายมากเพราะหลังจากคำทำนายเขาได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ให้เป็นอัศวินทันที เขาจึงไปบอกให้ภรรยาของเขาคือเลดี้แม็คเบ็ธ เธอเฝ้าครุ่นคิดที่จะผลักดันให้สามีขึ้นเป็นใหญ่ตามคำทำนาย แต่แล้วก็ได้รับแจ้งว่ากษัตริย์ดันแคนทรงเสด็จมาแปรพระราชฐานที่ปราสาทของแม็คเบ็ธพอดี เลดี้แม็คเบ็ธจึงวางแผนการร้ายที่จะปลงพระชนม์กษัตริย์ (เป็นเพลง aria หรือเพลงร้องเดี่ยวที่เพราะที่สุดในอุปรากรคือ Or tutti, sorgete หรือ "จงลุกขึ้นมาเจ้าพวกอสุรกายแห่งนรกทั้งหลาย")และสามารถเกลี่ยกล่อมแม็คเบ็ธซึ่งลังเลใจในตอนแรกให้ลอบเข้าไปใช้กริชแทงกษัตริย์ดันแคนในห้องบรรทมจนสิ้นพระชนม์หลังจากนั้นก็แอบเอากริชไปไว้ที่ตัวยามซึ่งเผลองีบหลับพร้อมกับเอาพระโลหิตของกษัตริย์มาป้ายที่ตัวของหมอนั่น ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นฝีมือของยามและสองสามีภรรยายังพยายามใส่ร้ายว่าผู้บงการคือมัลคอล์มพระโอรสของพระเจ้าดันแคนเอง มัลคอล์มจึงต้องหลบหนีไปยังอังกฤษ
เมื่อแม็คเบ็ธขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์ เขาก็ยังคงไม่สบายใจเกี่ยวกับคำทำนายที่พวกแม่มดต่อตัวแบงโกวเพื่อนของเขาว่าลูกชายของแบงโกวนามว่าฟลีนซีโอ้จะได้เป็นกษัตริย์ในอนาคต แม็คเบ็ธได้ส่งกลุ่มนักฆ่ามาดักรอขณะที่คนทั้งคู่กำลังเดินทางมายังงานเลี้ยงบนทางอันมืดมิด แบงโกวถูกรุมแทงเสียชีวิต แต่ฟลีนซีโอ้หนีไปได้ ฉากที่สามในองก์ที่สองถือว่าเพลงไพเราะไม่น้อยเป็นฉากในห้องโถงที่แม็คเบ็ธและภรรยาต้อนรับแขกทั้งหลาย เลดี้แม็คเบ็ธร้องนำให้แขกดื่มสุรากันอย่างสนุกสนาน (Si colmi il calice หรือ "เอ๊า มาเต็มแก้วสุรากันให้เต็ม") หลังจากที่นักฆ่ามารายงานให้แม็คเบ็ธทราบถึงการลอบสังหาร แม็คเบ็ธแลเห็นผีของแบงโกวมาร่วมงานด้วยจึงเอะอะโวยวายราวกับคนบ้าถึงแม้ศรีภรรยาจะพยายามกลบเกลื่อนอย่างไรก็ตามสุดท้ายงานเลี้ยงก็ล่ม

ต่อมาแม็คเบ็ธได้เดินทางไปในถ้ำของพวกแม่มดเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง พวกแม่มดก็ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทำนายอนาคตให้แม็คเบ็ธถึงสามข้อ ข้อแรกให้ระวังแม็คดัฟฟ์ให้จงดี ข้อสองผู้ที่เกิดจากผู้หญิงจะไม่สามารถฆ่าแม็คเบ็ธได้ ที่สำคัญข้อสามแม็คเบ็ธจะไม่พ่ายแพ้จนกว่าป่าเบอร์นัมจะเดินมาประชิดวังตน ทำให้แม็คเบ็ธดีใจมากถึงแม้ตนจะทุกข์ทรมาณเพราะถูกผีหลอก ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธนั้นเดินละเมอไปรอบพระราชวังและเกิดสติฟั่นเฟือนเข้าใจว่ามีเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนมือของตนอยู่ตลอดเวลา (Una macchia e qui tuttora! หรือ "มักจะมีจุดเลือดอยู่เสมอ")
คู่กษัตริย์ราชินีสั่งให้ทหารไปฆ่าแม็คดัฟฟ์แต่เขาสามารถหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ด้วยความแค้นเคืองที่ลูกและเมียถูกสังหาร แม็คดัฟฟ์จึงร่วมมือกับมัลคอล์มและกองทัพอังกฤษในการบุกสก็อตแลนด์อย่างเต็มกำลังศึกเพื่อปลดปล่อยสก็อตแลนด์ออกจากน้ำมือของทรราช (La patria tradita หรือ "ชาติของเราถูกทำการทุรยศ") ฉากสุดท้ายที่น่าสะเทือนใจคือแม็คเบ็ธนั่งพร่ำพรรณนาถึงความตกต่ำของตนอย่างเดียวดายท่ามกลางราชวังซึ่งรกร้างเพราะข้าราชบริพารต่างหลบหนีด้วยความกลัวต่อกองทัพอังกฤษ(Pieta, rispetto, amore หรือ "ความเมตตา เกียรติยศและความรัก") ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธที่ได้ตัดช่องน้อยเสียชีวิตไปแล้ว แต่แม็คเบ็ธก็ยังมั่นใจในคำทำนาย จึงได้รวบรวมพลที่เหลือเข้าโรมรันกับกองทัพอังกฤษและตกตะลึงที่ว่ากองกำลังอังกฤษใช้กิ่งไม้ของป่าเบอร์นัมมาพรางตัวจึงเปรียบเสมือนกับป่าที่เดินได้ ในที่สุดกองทัพของแม็คเบ็ธก็พ่ายแพ้แต่เขาได้ต่อสู้กับแม็คดัฟฟ์ตัวต่อตัว เมื่อแม็คเบ็ธกล่าวถึงคำทำนายที่เหลือด้วยความลำพองใจ แม็คดัฟฟ์ก็เฉลยว่าเขาไม่ได้ "เกิด"จากมารดาแบบคนทั่วไปเพราะเขาถูกนำตัวออกจากครรภ์โดยการผ่า เขาจึงฆ่าแม็คเบ็ธได้สำเร็จ และมัลคอล์มก็ได้ขึ้นครองราชย์แทนท่ามกลางความยินดีของเหล่าทหารประชาชน (การร้องประสานเสียง Salva, o re! หรือ "กษัตริย์ทรงพระเจริญ")ในการแสดงบางครั้งนั้นตอนจบจะให้ฟลีนซีโอ้ลูกชายของแบงโกวก้าวมาเดินต่อหน้าทุกคน ราวกับจะบอกว่าคำทำนายของแม่มดยังไม่จบสิ้น
แม็คเบ็ธเป็นตัวละครที่แตกต่างจากละครแบบโศกนาฎกรรมทั้งหลายของเช็คสเปียร์ไม่ว่าจะเป็น เอียโก้ Othello พระเจ้าริชาร์ดที่สามใน Richard III เอ็ดมุนด์ใน King Lear ที่แม็คเบ็ธเป็นผู้ที่มีทั้งความแข็งแกร่งและความอ่อนแอในตัวเอง ในขณะที่เขาทะเยอทะยานถึงขั้นลอบปลงพระชนม์กษัตริย์แต่เขาก็มีความสงสัยในใจว่าสิ่งที่ทำลงไปในถูกต้องหรือไม่และต้องมาทุกข์ทรมานไปกับความรู้สึกผิดบาปซึ่งปรากฎตัวในรูปแบบของผีแบงโกว แต่ในท้ายสุดแล้วแม็คเบ็ธก็ยังมีความแข็งแกร่งคือไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายเหมือนกับตัวละครอื่นๆ ของเช็คสเปียร์ที่แต่ตัดสินใจจบชีวิตตนในสมรภูมิ ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธเป็นกรณีที่น่าสนใจสำหรับบทบาทของผู้หญิง เธอเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงเองก็มีความทะเยอทะยาน ความชั่วร้ายแต่จารีตของสังคมโบราณที่ผู้ชายเป็นใหญ่ทำให้เธอไม่สามารถแสวงหาความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองจึงพยายามใช้ผู้ชายให้เป็นเครื่องมือ แม้แต่เหล่าแม่มดเองซึ่งเป็นตัวแทนของโชคชะตาที่กำหนดชีวิตของมนุษย์ทั้งมวลก็เป็นผู้หญิง
แท้ที่จริงผู้หญิงมีอำนาจแฝงที่น่ากลัวเทียบได้กับธาตุหยินซึ่งอ่อนแอแต่สามารถใช้ความอ่อนแอนั้นสยบความแข็งแกร่งของผู้ชายซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุหยางอันไม่ได้หมายถึงการใช้เสน่ห์ทางเพศของเท่านั้นหากยังหมายถึงสติปัญญาหรือความกล้าหาญของเธออีกด้วย แม้ในบทละคร/อุปรากรเรื่องนี้จะเป็นในด้านร้าย ๆ ก็ตาม ฉากที่ฟ้องถึงสิ่งนี้ได้อย่างดีคือฉากที่แม็คเบ็ธชายชาติทหารร่างบึกบึนแสดงท่าทางกระอักกระอ่วนใจแต่ก็จำใจถือกริชตามคำชักจูงกึ่งคำสั่งของผู้หญิงร่างอ้อนแอ้นอรชรและเมื่อแม็คเบ็ธเดินตัวสั่นเหงื่อโทรมกายออกจากห้องบรรทมของกษัตริย์มาทรุดตัวนั่งลงเงียบ ๆ ก็เป็นผู้หญิงคนเดิมอีกเช่นกันที่จัดการกลบเกลื่อนทุกอย่างเพื่อให้ลุตามความทะเยอทะยาน แม็คเบ็ธจึงดูไม่ต่างจากหุ่นเชิดของเลดี้แม็คเบ็ธแม้แต่น้อย

จูเซปเป้ เวอร์ดี้
| Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552 |
| Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 10:07:31 น. |
| |
|
|
|
|
Messiah
หนาวนี้อากาศทางเหนือเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจทว่าคนที่เอือมระอากับลมหนาวกลับได้สิ่งย้อมใจคือท้องฟ้าอันงดงามในทุกโมงยามพร้อมความอบอุ่นคือแสงแดดยามเช้าและบ่ายอันแรงกล้าราวกับเป็นของกำนัลจากพระเจ้าให้เราได้เห็นคุณค่าของชีวิตแม้ว่ามันจะโหดร้ายเพียงใดแต่ก็ยังมีมุมเล็กๆ อันน่าอภิรมย์อยู่ไม่น้อย เพลงที่เหมาะสำหรับฟังในหน้าหนาวก็ไม่พ้นเพลงคลาสสิกในยุคบาร็อคซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะที่มีอิทธิพลในยุโรปประมาณช่วงปี ค.ศ. 1600-1750 คีตกวีในยุคบาร็อคคนสำคัญได้แก่โจฮันน์ เซบาสเตียน บาค , อันโตนีโอ วิวาดี้ (แน่นอนว่าใครก็ต้องนึกถึงคีตแห่งสี่ฤดูหรือ Four Seasons ของเขา), อาร์แคนเจโล คอเรลลี่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจอร์จ ฟรีดริก แฮนเดิล คีตกวีผู้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เยอรมันแต่มาได้ดิบได้ดีในราชสำนักของอังกฤษ

ดนตรีของแฮนเดิลที่โด่งดังไปทั่วโลกได้แก่ Water music ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อถวายพระเจ้าจอร์จที่หนึ่งและถูกบรรเลงบนเรือที่ลอยเหนือแม่น้ำเทมส์ และ Music for the Royal Firework ซึ่งเป็นเพลงที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อฉลองการสิ้นสุดของสงครามครั้งใหญ่ของยุโรปที่ชื่อ Austrian Succession นอกจากนี้ยังเขายังผลิตงานที่น่าประทับใจออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น Concerti grossi, Organ concerto, Sonata for violin and Harpsicord, Coronation Anthem for George 2 ฯลฯ มิใยต้องกล่าวถึงถึงอุปรากรของเขากว่าสี่สิบสองเรื่อง
เพลงของแฮนเดิล ที่จะกล่าวในที่นี้คือ ออราโตริโอ หรือ เพลงร้องที่มีลักษณะคล้ายกับอุปรากร มีการบอกเล่าเรื่องราวแต่ไม่มีการแสดงหรือฉากแบบละครเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนอุปรากร ประเภทของการร้องได้แก่การร้องเดี่ยว(เช่นโซฟราโนและเทเนอร์) ร้องประสานเสียงซึ่งผู้ร้องเดี่ยวต่างยืนร้องอยู่หน้าวงดนตรีในคอนเสิร์ต ส่วนวงร้องประสานเสียงยืนอยู่ข้างหลังวงดนตรีดูอลังการ แฮนเดิลแต่งเพลงออราโตริโอหลายบทเช่น Esther, Athalia ,Saul, Israel in Egypt , Samson, Judas Maccabaeus , Solomon และ Jephtha กระนั้นออราโตริโอที่โด่งดังที่สุดของแฮนเดิลก็คือ Messiah (ไม่มี The) หรือ "พระผู้มาโปรดโลก"หรือ พระเยซูนั้นเอง บทเพลงนี้ถูกเขียนขึ้นในปี 1741 ที่บ้านของแฮนเดิลเองกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในช่วงที่แฮนเดิลกำลังทุกข์ทรมานใจเพราะชื่อเสียงของตนกำลังตกต่ำ ผลงานของเขาโดยเฉพาะอุปรากรถูกโจมตีจากพระผู้ทรงอิทธิพลในคริสตจักรว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นศาสนาเช่นเดียวกับโรงละครโคเวนท์การ์เดนที่เขาเป็นผู้อำนวยการก็ถูกกล่าวหามีแต่ผู้เข้าดูที่ไร้เกียรติในสังคม

ผู้เขียนเนื้อร้องของเพลง Messiah คือชาร์ลส์ เจนเนนส์ได้นำเนื้อหามาจากเนื้อพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่ งานสามารถแบ่งเป็นสามส่วนซึ่งบรรยายชีวิตของพระเยซูคริสต์ ส่วนแรกนั้นเกี่ยวข้องกับตอนที่พระองค์ประสูติ ส่วนที่สองลำดับเหตุการณ์ของความทนของพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขน การฟื้นกลับมาและการกลับสู่สวรรค์ และการเผยแพร่คำสอนของพระองค์ ส่วนที่สามนั้นบรรยายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในพระวิวรณ์ที่มีต่อเซนต์จอห์น บทเพลงย่อยในออราโตริโอบทนี้ที่ได้รับความนิยมได้แก่
For Unto Us a Child Is Born
Rejoice Greatly, O Daughter of Zion
I Know That My Redeemer Liveth (ถูกนำมาบรรเลงอยู่บ่อยครั้งในงานศพแบบคริสเตียน)
Behold the Lamb of God
The Trumpet Shall Sound
All we like sheep
ฯลฯ
Messiah ถูกนำออกแสดงเป็นครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิตปี 1742 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตการกุศลในนิวส์มิวสิกฮอลล์ กรุงดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์จนประสบความสำเร็จอย่างสูง ออราโตริโอชิ้นนี้จึงเป็นงานที่ช่วยให้ชื่อเสียงและฐานะการเงินของแฮนเดิลกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง Messiah มักจะถูกแสดงในช่วงอาทิตย์ก่อนวันคริสตมาส และกลายเป็นเพลงร้องประสานเสียงได้ที่นิยมมากที่สุดของโลกตะวันตกจนถึงทุกวันนี้ ผลงานที่พอจะเทียบเคียงได้ก็มี Christmas Oratorio ของบาค
อย่างไรก็ตามเพลงร้องประสานเสียงส่วนที่โด่งดังที่สุดของออราโตริโอบทนี้จนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมแบบประชานิยมดังจะดูได้จากโฆษณาเมืองไทยของขนมขบกรอบชนิดหนึ่งได้ยืมท่อนร้องมาประกอบและภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอย่างเช่น Face/Off ที่ผู้ร้ายปลอมตัวเป็นพระมากำกับวงร้องประสานเสียงซึ่งกำลังร้องเพลงนี้ คือ Hallelujah (อาเลลูยา) หรือคำอุทานเพื่อสรรเสริญพระเจ้า ว่ากันว่าพระเจ้าจอร์จที่สองเมื่อทรงฟังเพลงตอนนี้ได้ยืนขึ้นเพราะความซาบซึ้งพระทัย ทำให้คนอื่นในโรงละครที่กำลังแสดงคอนเสิร์ตก็ต้องลุกตามจนกลายเป็นประเพณีสืบมาว่าเมื่อดนตรีเล่นถึงตอนนี้แล้วคนดูจะต้องลุกขึ้นยืนแต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอีกว่าจริงๆ แล้วการที่พระเจ้าจอร์จทรงลุกขึ้นเพราะความซาบซึ้งพระทัยหรือว่าที่จริงแล้วพระองค์ยืนเพราะเสด็จมาสายหรือว่าพระองค์เพียงต้องการถวายความเคารพต่อพระเจ้าหรือพระองค์ทรงเป็นโรคเก๊าท์จึงต้องลุกเพื่อให้อาการเจ็บทุเลาลง อันนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้

| Create Date : 16 พฤศจิกายน 2551 |
| Last Update : 16 พฤศจิกายน 2551 19:28:35 น. |
| |
|
|
|
|
ชีวประวัติของ Ludwig Van Beethoven (ตอนจบ)
เบโธเฟนยอมรับเงื่อนไขนี้ เงินจำนวนนี้ได้ทำให้เขากลายเป็นนักประพันธ์เพลงที่เป็นไทแก่ตนเป็นคนแรก ก่อนหน้านี้ทั้งนักดนตรีและนักประพันธ์เพลง (แม้แต่บาค โมซาร์ต และไฮเดิ้น) เป็นเหมือนกับคนใช้ในบ้านของครอบครัวชนชั้นขุนนางที่ร่ำรวย พวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนกคนใช้ในบ้านที่ไม่สิทธิมากกว่าคนอื่น แค่มีหน้าที่คือประพันธ์เพลงและทำการแสดง ดั้งนั้นเบโธเฟนจึงมีสิทธิที่จะเขียนเพลงได้ตามใจไม่ต้องฟังคำบัญชาอีกต่อไป
ในปี 1812 เบโธเฟนได้ไปบำบัดโรคด้วยน้ำที่เมืองเทพลิทซ์ ซึ่งเขาได้เขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร้อนแรงคือ "The Immortal Beloved" จดหมายนี้ซึ่งถูกพบคู่ไปกับ Heiligenstadt Testament ได้ทำให้คนสงสัยกันอย่างมากมายว่าหญิงคนใดซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในชีวิตของเบโธเฟนไม่ว่าเป็นนักเรียนหรือเพื่อนที่จดหมายนี้เขียนถึง หากไม่มีเอกสารใหม่ๆ ถูกเปิดเผย ความลับนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป ปลายเดือนกรกฏาคม 1812 เบโธเฟนได้พบกับเกอเธ่ โดยผ่านคนกลางคือเบตติน่า เบรนทาโน่ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองได้ชื่นชมกันและกันอย่างมากแต่ไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไรนัก เกอเธ่เห็นว่าเบโธเฟนนั้นเป็นคน"ที่ดื้อดึงอย่างยิ่งยวด" เบโธเฟนนั้นยกย่องเกอเธ่ เขาได้หยิบเอาบทกวีของยอดกวีมาไว้ในเพลงของเขาหลายเพลง

แล้วผู้อุปถัมภ์คนหนึ่งของเบโธเฟนคือเจ้าชายโลบโกวิทซ์ก็ถังแตก ส่วนเจ้าชายคินสกี้ก็สิ้นพระชนม์จากการตกจากหลังม้า ทายาทของเจ้าชายไม่ยอมช่วยเหลือในเรื่องการเงินให้กับเบโธเฟนอีกต่อไป ทำให้คีตกวีเอกต้องดิ้นรนอย่างหนักในการรักษาความเป็นไทในเรื่องการเงินของตน
บุรุษชาวเช็คนามว่า โจฮันน์ เนโปมุก เมลเซลก็ได้มาทำสัญญากับเบโธเฟน เขาเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องช่วยในการฟังให้กับเบโธเฟนหลายประเภท ในปี 1813 เบโธเฟนได้ประพันธ์เพลง "ชัยชนะแห่งเวลลิ่งตั้น"งานซึ่งถูกเขียนขึ้นมาเป็นการแลกเปลี่ยนกับหนึ่งในอุปกรณ์เหล่านั้นซึ่งช่วยให้เบโธเฟนสามารถผลิตงานได้อย่างเต็มที่
สถาบันทางดนตรีในปี 1814 ได้จัดกลุ่มดนตรีของเบโธเฟนซึ่งรวมไปถึงซิมโฟนีหมายเลขเจ็ดและแปด นี่ยังเป็นเวลาของการเรียบเรียงใหม่ของอุปรากรซึ่งชื่อเดิมคือลีโอนอร่ามาเป็นฟีเดลีโอ งานชิ้นนี้ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จเมื่อออกนำแสดง
ต่อมาสภาของกรุงเวียนนาซึ่งระดมประมุขของรัฐทั้งหลายให้มาประชุมเพื่อตัดสินอนาคตของยุโรปยุคหลังนโปเลียน นี่คือช่วงเวลาแห่งเกียติยศของเบโธเฟน เขาได้รับเชิญให้ไปแสดงที่สภาหลายครั้ง จนได้รับชื่อเสียงและความชื่นชมซึ่งเขาภาคภูมิใจมาก
ในวันที่ 15 พฤจิกายน 1815 คาสปาร์ คลาร์ล น้องชายของเบโธเฟนได้เสียชีวิตลง เขาได้ทิ้งภรรยาซึ่งเบโธเฟนเรียกหล่อนว่า "ราชินีแห่งรติกาล"(ผู้ร้ายในอุปรากรเรื่อง "ขลุ่มวิเศษ"ของโมซาร์ต -ผู้แปล) และบุตรชายชื่อคาร์ลผู้มีอายุเพียงเก้าปี ชีวิตของเบโธเฟนก็เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล น้องชายของเขาเขียนพินัยกรรมว่าเขาปรารถนาจะให้คาร์ลมีผู้ปกครองร่วมกันคือภรรยาและพี่ชายของตน เบโธเฟนได้เข้ามารับบทบาทนี้อย่างจริงจัง แต่ชาวโสดวัยสี่สิบห้าปีผู้ซึ่งหูหนวก็พบว่าเป็นการยากที่จะอยู่ร่วมและเข้าใจเด็กซึ่งกำลังโตเป็นหนุ่มอันก่อให้เกิดปัญหาการขึ้นโรงขึ้นศาลกับมารดาของเด็กรวมไปถึงความขัดแย้งระหว่างเบโธเฟนกับหลานตัวเอง

ในปี 1816 คาร์ล เซร์นีย์ (ลูกศิษย์ของเบโธเฟนและอาจารย์ในอนาคตของฟรานซ์ ลิซท์) ได้มาเป็นครูสอนดนตีให้กับคาร์ล แต่ไม่พบว่าเด็กมีพรสวรรค์อย่างที่เบโธเฟนคาดหวังไว้ ในเวลานี้เบโธเฟนได้เขียนเพลงที่ชื่อ "แด่ที่รักผู้อยูห่างไกล"และได้ร่างธีมแรกสำหรับซิมโฟนีหมายเลขเก้าของเขา
สองปีต่อมา อาร์ชดุ๊ก รูดอล์ฟได้รับการแต่งตั้งเป็นคาร์ดินัลและเบโธเฟนเริ่มประพันธ์เพลงสวดในดีเมเจอร์ของเขา ถึงแม้ในตอนแนะนำผลงานเพลงจะยังไม่พร้อมดีแต่ก็เป็นเพลงที่แสนจะยิ่งใหญ่
จัคโคโน่ รอสสินี่ได้รับชื่อเสียงอย่างมากในกรุงเวียนนาในปี 1822 ซึ่งเขาได้พบกับเบโธเฟน อุปสรรค์ทางภาษาและอาการหูหนวกของเบโธเฟนทำให้พวกเขาได้พูดคุยกันเพียงสั้นๆ คีตกวีชาวเวียนนาสามารถทนทานอุปรากรอิตาเลี่ยนได้ไม่มาก เพราะเขาพบว่ามันขาดความจริงจัง
ซิมโฟนีหมายเลขเก้าเสร็จสมบูรณ์ในปี 1823 พร้อมกับมิสซา โซเลมนิส ฟรานซ์ ลิซต์ ซึ่งอายุเพียงสิบเอ็ดขวบพบกับเบโธเฟนซึ่งมาชมคอนเสิร์ตของเขาในวันที่สิบสามเมษายน เบโธเฟนแสดงความยินดีกับนักดนตรีหนุ่มน้อยอย่างจริงใจ ต่อมาลิซท์ได้แปลงซิมโฟนีทุกหมายเลขของเบโธเฟนให้กลายเป็นเพลงบรรเลงเปียโน
วันที่ 7 พฤษภาคม 1824 คือเวลาของการเปิดแสดงซิมโฟนีหมายเลขเก้าเป็นครั้งแรกแม้ว่าจะพบกับความยากลำบากและปัญหาในท่อนร้อง แต่คอนเสิร์ตก็ประสบความสำเร็จ โชคไม่ดีที่รายได้ไม่ค่อยมากนัก ปัญหาทางการเงินได้บั้นทอนเบโธเฟนอย่างมาก เขามักจะเก็บเงินไว้เสมอแต่ไว้เพื่อหลานของตน
แล้วเขาก็ประพันธ์เพลงควาร์เท็ตส์ (เพลงที่มีเครื่องดนตรีเล่นสี่ชิ้น-ผู้แปล)เป็นชุดสุดท้ายซึ่งยากในการรับฟังแม้สำหรับคนฟังในยุคปัจจุบันซึ่งรู้ว่าวิธีการตีความงานชิ้นอื่นๆ ของเขา เบโธเฟนยังเริ่มประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลขสิบ
ในปี 1826 เบโธเฟนเป็นไข้หวัดขณะกลับมาจากบ้านของน้องชายหลังจากทั้งคู่ทะเลาะกันอีกครั้ง อาการป่วยได้ทำให้ปัญหาสุขภาพในด้านอื่นของเขาซึ่งไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไรย่ำแย่ลง เบโธเฟนถึงแก่กรรมท่ามกลางบรรดาเพื่อนสนิทของเขาในวันที่ 26 มีนาคม 1827 ขณะที่พายุกำลังก่อตัวขึ้น
งานศพของเบโธเฟนถูกจัดในโบสถ์โฮลี่ไทรนิตี้ คาดว่ามีคนระหว่างหนึ่งหมื่นถึงสามหมื่นคนเข้าร่วม ฟรานซ์ ชูเบิร์ตแฟนคลับตัวยงแต่ขี้อายของเบโธเฟนได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้แบกโลงศพของคีตกวีเอกไปพร้อมกับนักดนตรีคนอื่นๆ ถึงแม้ทั้งเขาและผู้ตายจะไม่สนิทกันก็ตาม ชูเบิร์ตได้ถึงแก่กรรมในอีกหนึ่งปีต่อมาร่างของเขาถูกฝังใกล้กับหลุมฝังศพของเบโธเฟน

| Create Date : 21 สิงหาคม 2551 |
| Last Update : 21 สิงหาคม 2551 16:23:00 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|