|
|
|
ดีวีดีการแสดงดนตรีที่น่าชมสำหรับเทศกาลคริสต์มาส
วันก่อนไปป้วนเปี้ยนแถวร้านเช่าดีวีดีภาพยนตร์ ได้คุยกับฝรั่งผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่งซึ่งเป็นคนสวีเดน แกชมว่าเมืองไทยถึงแม้จะมีชาวคริสต์ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์แต่ก็ฉลองวันคริสต์มาสได้สนุกสนานมีชีวิตชีวามาก ผมก็บอกว่าวัฒนธรรมไทยค่อนข้างยืดหยุ่น เปิดรับต่อวัฒนธรรมต่างชาติได้ง่ายโดยเฉพาะวัฒนธรรมอันสนุกสนาน ตระการตา (ส่วนวัฒนธรรมต่างชาติที่ไม่สนุกสนานตระการตาแต่มีประโยชน์อันนี้พวกเราอาจจะมองข้ามไปบ้าง แฮ่ม) ผมก็หันมามองตัวเองที่เป็นชาวพุทธแต่ไปเรียนในโรงเรียนที่ก่อตั้งโดยมิชชันนารีนิกายเพรสไบทีเรียนตั้งสิบเอ็ดปี ถูกเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนศาสนานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยหลวมตัวสักที แต่การอยู่ด้วยนานๆ ก็ทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงที่สวยงามและเพลิดเพลินที่สุดในวัยเด็กจนมาถึงวัยรุ่นตอนต้น เนื่องจากพวกเราคงคุ้นเคยกับเพลงโหลแบบได้ใจอย่างเช่น Jingle Bells หรือ Joy to the World ฯลฯมาเสียมาก ก็เลยขอมาเป็นเพลงที่พวกเราอาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไร แต่ผมเคยได้ยินมามากตอนเรียนที่โรงเรียนและมาฟังเอาจริงจังตอนใกล้วัยกลางคนแล้ว นั้นคือเพลงแมสหรือเพลงสวดของชาวคริสต์ในโบสถ์ขณะทำพิธี

(โบสถ์เซนต์สตีเฟน)
บทความต่อไปนี้เกี่ยวกับดีวีดีการแสดงดนตรีที่น่าสนใจมากแม้ว่าจุดประสงค์ของคอนเสิร์ตจะไม่ใช่ฉลองวันคริสต์มาสแต่ก็เกี่ยวข้องกับทางศาสนาและทุกเพลงยังไพเราะ มีความงดงามทางจิตวิญญาณ นั้นคือ A Mozart Celebration ที่ขับร้องโดย Vienna Boy's Choir หรือกลุ่มร้องประสานเสียงของเด็กผู้ชายอันมีอีกชื่อว่า The Wiener Saengerknaben วงร้องประสานเสียงวงนี้ไม่ใช่ธรรมดาเพราะมีอายุกว่าห้าร้อยปีแล้ว เป็นวงที่สมาชิกบางคนต่อมาได้เป็นคีตกวีคนสำคัญของโลกคือฟรานซ์ โจเซฟ ไฮเดิน และฟรานซ์ ชูเบิร์ต นอกจากนี้ทางวงยังเคยร่วมงานกับโมซาร์ตในหลายๆ ชิ้น วงนี้ร้องร่วมกับวงดนตรี Vienna Radio Symphony Orchestra โดยมีเบอร์ทราน เดอ บิลลี่เป็นวาทยกร และวงประสานเสียงของผู้ใหญ่ที่ชื่อ Chorus Viennensis และนักร้องอุปรากรเสียงโซฟราโนชื่อดังคือแซนดรีน เปียว
เนื่องจากเป็นการแสดงดนตรีที่จัดในปี ค.ศ.2006 เพื่อฉลองครบรอบโมซาร์ทอายุสองร้อยห้าสิบปี (โมซาร์ทเกิดในปี ค.ศ.1756) เพลงทั้งหมดจึงเป็นของเขา และสถานที่จัดคอนเสิร์ตก็เป็นโบสถ์เซนต์สตีเฟน กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โบสถ์นี้เป็นสถานที่โมซาร์ทแต่งงาน เป็นสถานที่จัดพิธีศีลจุ่มลูกชายคนหนึ่งของเขา แถมยังเป็นสถานที่จัดงานศพของตัวโมซาร์ทเอง ความจริงแล้วดีวีดีมีสารคดีเกี่ยวกับโมซาร์ทที่ชื่อ "Mozart in Vienna"ด้วยแต่เสียดายที่ดีวีดีของผมเป็นแผ่นปลอมจึงมีเพียงตัวคอนเสิร์ตเท่านั้น
เพลงของโมซาร์ทที่เล่นในคอนเสิร์ตมีดังต่อไปนี้
1. Mass in C major, K 317 "Coronation" ปีที่เขียน ค.ศ. 1779 ที่เมืองซาร์ลเบิร์ก ออสเตรีย เพลงสวดเพลงนี้เป็นเพลงที่ผมฟังเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนและถือว่าไพเราะและได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาเพลงสวดทั้งหลาย สามารถเทียมเท่าได้กับ Missa in C minor (K. 427) และ Requiem in D minor (K. 626)ของโมซาร์ทเองก็ว่าได้ ว่ากันว่าโมซาร์ตแต่งเพลงนี้ในพิธีฉลองการสวมมงกฎรูปปั้นพระนางมาเรียในโบสถ์มาเรีย แปลนที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองซาลซ์บูร์ก
เพลงมีฉันทลักษณ์ดังต่อไปนี้
1.Kyrie
2.Gloria
3.Credo
4.Sanctus
5.Benedictus
6.Agnus Dei
(โบสถ์เซนต์สตีเฟน)
2.Church Sonata for Organ and Strings no 14 in C major, K 278 (271e)
ปีที่เขียน ค.ศ. 1777 ที่เมืองซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย 3.Church Sonata for Organ and Strings no 16 in C major, K 329 (317a) ปีที่เขียน ค.ศ. 1777 ที่เมืองซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย 4.Mass in C minor, K 427 (417a) "Great": Credo
ปีที่เขียน ค.ศ. 1782-1783 ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย 5.Mass in C minor, K 427 (417a) "Great": Et incarnatus est
ปีที่เขียน ค.ศ. 1782-1783 ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย 6.Vesperae de Dominica, K 321: Laudate Dominum
นักร้อง ซาดรีน เปียว ปีที่เขียน ค.ศ. 1779 ที่เมือง ซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย 7.Ave verum corpus in D major, K 618 ปีที่เขียน ค.ศ. 1791 ออสเตรีย 8.Litaniae Lauretanae, K 195: Agnus Dei นักร้อง ซาดรีน เปียว
ปีที่เขียน ค.ศ. 1774 ที่เมือง ซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย

(วู๊ฟกัง อเมเดอุส โมซาร์ท)
ขอบคุณแหล่งข้อมูล ArkivMusic.com
| Create Date : 25 ธันวาคม 2552 |
| Last Update : 25 ธันวาคม 2552 15:47:14 น. |
| |
|
|
|
|
Macbeth: อิสตรีหรือจะอ่อนแอ
ตามความเข้าใจของเราในอดีต ผู้หญิงของสังคมทุกชาติมักจะเป็นช้างเท้าหลังที่สงบเสงี่ยม ทำตามคำสั่งของสามีอยู่ต้อยๆ แต่พวกเราเองก็ยอมรับว่ามีผู้หญิงไม่น้อยที่เข้ามามีอิทธิพลต่อสามีซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหรือแม้แต่ก้าวขึ้นมาใหญ่เสียเองและประวัติศาสตร์ก็จะย้อนไปประเมินค่าตีตราเธอเหล่านั้นว่าจะเป็นนางฟ้าผู้บริสุทธิ์หรือนางแพศยาสุดโฉดชั่วก็แล้วแต่ตัวบุคคลไป สำหรับตัวกวีเอกของโลกอย่างเช่น วิลเลียม เช็คสเปียร์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่หนึ่งของอังกฤษ (ครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ.1558 1603) ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของอังกฤษที่เจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมแล้วก็คงจะตระหนักถึงพลังเช่นนี้ของสตรี บทละครของเขาเรื่องหนึ่งคือ The Tragedy of Macbeth หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า Macbeth จึงเป็นตัวสะท้อนโลกทัศน์ของเช็คสเปียร์ต่อผู้หญิงถึงประโยคที่ได้กล่าวแนะนำมา บทละครเรื่องนี้เชื่อกันว่าถูกเขียนในช่วง ปี ค.ศ.1603 ถึง 1607 อันอิงมาจากชีวิตจริงของกษัตริย์ของสก็อตแลนด์พระองค์หนึ่งซึ่งมีครองราชย์ในช่วงปี ค.ศ.10401057
อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ได้กล่าวถึงบทละครของเช็คสเปียร์แต่เป็นอุปรากรของจูเซปเป้ เวอร์ดี้ คีตกวีชาวอิตาลีที่เวอร์ดี้ได้นำบทบทละครของเช็คสเปียร์ผู้มีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเขากว่าสองร้อยปีมาดัดแปลงถึงสามเรื่องคือ Macbeth (1846) Otello (1887)และ Falstaff (1893) ซึ่งเป็นอุปรากรหรรษาเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเวอร์ดี้ที่อิงจากละครชื่อ The Merry Wives of Windsor ความจริงแล้วสำหรับ Macbeth เวอร์ดี้ต้องขอบคุณนักแต่งบทอุปรากรคู่บุญของเขาคือฟรานเชสโก้ มาเรีย เปียบซึ่งก็อิงจากการแปลมาเป็นเชิงร้อยแก้วเป็นภาษาอิตาลีของคาร์โล รุสโคนีอีกทีหนึ่ง แต่ก็ถือได้ว่าเนื้อหาโดยส่วนใหญ่ ตัวอุปรากรจะซื่อสัตย์ต่อละครของเช็คสเปียร์อย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงลายละเอียดเพียงเล็กน้อยเช่นในบทละครมีแม่มดเพียงสามคน แต่ในอุปรากรจะเป็นกลุ่มแม่มดกว่าสิบคน (ส่วนภาพยนตร์Throne of Blood ของอาคิระ คูโรซาว่า ที่ดัดแปลงมาจากละครเรื่องนี้เหมือนกันมีแม่มดเพียงคนเดียว)

Macbeth ของเวอร์ดี้ถูกนำแสดงเป็นครั้งแรกในวันที่ 14 มีนาคม ปี ค.ศ. 1847 ที่โรงละครทีโทร เดลล่า เปอโรโกล่าของนครฟลอเร็นซ์และประสบความสำเร็จอย่างมาก ก่อนจะถูกเวอร์ดี้นำมาเพิ่มเติมดนตรีเข้าและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบางองก์ เพื่อนำออกแสดงอีกครั้งใน กรุงปารีส เมื่อปี ค.ศ.1865 แต่กลับได้รับความนิยมน้อยกว่าฉบับแรก Macbeth จางหายไปจากความนิยมของชาวโลกจนกระทั้งได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในหลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
อุปรากรมีทั้งหมดสี่องก์ เป็นเรื่องของนายพลแม็คเบ็ธพร้อมเพื่อนคือแบงโกวได้พลัดหลงไปในป่าลึกหลังจากได้ชัยชนะจากสงครามและพบกับฝูงแม่มดซึ่งทำนายว่าแม็คเบ็ธจะได้เป็นขุนนางชั้นอัศวินและจะได้เป็นกษัตริย์สืบต่อพระเจ้าดันแคนของอาณาจักรสก็อตแลนด์ แม็คเบ็ธเชื่อในคำทำนายมากเพราะหลังจากคำทำนายเขาได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ให้เป็นอัศวินทันที เขาจึงไปบอกให้ภรรยาของเขาคือเลดี้แม็คเบ็ธ เธอเฝ้าครุ่นคิดที่จะผลักดันให้สามีขึ้นเป็นใหญ่ตามคำทำนาย แต่แล้วก็ได้รับแจ้งว่ากษัตริย์ดันแคนทรงเสด็จมาแปรพระราชฐานที่ปราสาทของแม็คเบ็ธพอดี เลดี้แม็คเบ็ธจึงวางแผนการร้ายที่จะปลงพระชนม์กษัตริย์ (เป็นเพลง aria หรือเพลงร้องเดี่ยวที่เพราะที่สุดในอุปรากรคือ Or tutti, sorgete หรือ "จงลุกขึ้นมาเจ้าพวกอสุรกายแห่งนรกทั้งหลาย")และสามารถเกลี่ยกล่อมแม็คเบ็ธซึ่งลังเลใจในตอนแรกให้ลอบเข้าไปใช้กริชแทงกษัตริย์ดันแคนในห้องบรรทมจนสิ้นพระชนม์หลังจากนั้นก็แอบเอากริชไปไว้ที่ตัวยามซึ่งเผลองีบหลับพร้อมกับเอาพระโลหิตของกษัตริย์มาป้ายที่ตัวของหมอนั่น ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นฝีมือของยามและสองสามีภรรยายังพยายามใส่ร้ายว่าผู้บงการคือมัลคอล์มพระโอรสของพระเจ้าดันแคนเอง มัลคอล์มจึงต้องหลบหนีไปยังอังกฤษ
เมื่อแม็คเบ็ธขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์ เขาก็ยังคงไม่สบายใจเกี่ยวกับคำทำนายที่พวกแม่มดต่อตัวแบงโกวเพื่อนของเขาว่าลูกชายของแบงโกวนามว่าฟลีนซีโอ้จะได้เป็นกษัตริย์ในอนาคต แม็คเบ็ธได้ส่งกลุ่มนักฆ่ามาดักรอขณะที่คนทั้งคู่กำลังเดินทางมายังงานเลี้ยงบนทางอันมืดมิด แบงโกวถูกรุมแทงเสียชีวิต แต่ฟลีนซีโอ้หนีไปได้ ฉากที่สามในองก์ที่สองถือว่าเพลงไพเราะไม่น้อยเป็นฉากในห้องโถงที่แม็คเบ็ธและภรรยาต้อนรับแขกทั้งหลาย เลดี้แม็คเบ็ธร้องนำให้แขกดื่มสุรากันอย่างสนุกสนาน (Si colmi il calice หรือ "เอ๊า มาเต็มแก้วสุรากันให้เต็ม") หลังจากที่นักฆ่ามารายงานให้แม็คเบ็ธทราบถึงการลอบสังหาร แม็คเบ็ธแลเห็นผีของแบงโกวมาร่วมงานด้วยจึงเอะอะโวยวายราวกับคนบ้าถึงแม้ศรีภรรยาจะพยายามกลบเกลื่อนอย่างไรก็ตามสุดท้ายงานเลี้ยงก็ล่ม

ต่อมาแม็คเบ็ธได้เดินทางไปในถ้ำของพวกแม่มดเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง พวกแม่มดก็ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทำนายอนาคตให้แม็คเบ็ธถึงสามข้อ ข้อแรกให้ระวังแม็คดัฟฟ์ให้จงดี ข้อสองผู้ที่เกิดจากผู้หญิงจะไม่สามารถฆ่าแม็คเบ็ธได้ ที่สำคัญข้อสามแม็คเบ็ธจะไม่พ่ายแพ้จนกว่าป่าเบอร์นัมจะเดินมาประชิดวังตน ทำให้แม็คเบ็ธดีใจมากถึงแม้ตนจะทุกข์ทรมาณเพราะถูกผีหลอก ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธนั้นเดินละเมอไปรอบพระราชวังและเกิดสติฟั่นเฟือนเข้าใจว่ามีเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนมือของตนอยู่ตลอดเวลา (Una macchia e qui tuttora! หรือ "มักจะมีจุดเลือดอยู่เสมอ")
คู่กษัตริย์ราชินีสั่งให้ทหารไปฆ่าแม็คดัฟฟ์แต่เขาสามารถหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ด้วยความแค้นเคืองที่ลูกและเมียถูกสังหาร แม็คดัฟฟ์จึงร่วมมือกับมัลคอล์มและกองทัพอังกฤษในการบุกสก็อตแลนด์อย่างเต็มกำลังศึกเพื่อปลดปล่อยสก็อตแลนด์ออกจากน้ำมือของทรราช (La patria tradita หรือ "ชาติของเราถูกทำการทุรยศ") ฉากสุดท้ายที่น่าสะเทือนใจคือแม็คเบ็ธนั่งพร่ำพรรณนาถึงความตกต่ำของตนอย่างเดียวดายท่ามกลางราชวังซึ่งรกร้างเพราะข้าราชบริพารต่างหลบหนีด้วยความกลัวต่อกองทัพอังกฤษ(Pieta, rispetto, amore หรือ "ความเมตตา เกียรติยศและความรัก") ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธที่ได้ตัดช่องน้อยเสียชีวิตไปแล้ว แต่แม็คเบ็ธก็ยังมั่นใจในคำทำนาย จึงได้รวบรวมพลที่เหลือเข้าโรมรันกับกองทัพอังกฤษและตกตะลึงที่ว่ากองกำลังอังกฤษใช้กิ่งไม้ของป่าเบอร์นัมมาพรางตัวจึงเปรียบเสมือนกับป่าที่เดินได้ ในที่สุดกองทัพของแม็คเบ็ธก็พ่ายแพ้แต่เขาได้ต่อสู้กับแม็คดัฟฟ์ตัวต่อตัว เมื่อแม็คเบ็ธกล่าวถึงคำทำนายที่เหลือด้วยความลำพองใจ แม็คดัฟฟ์ก็เฉลยว่าเขาไม่ได้ "เกิด"จากมารดาแบบคนทั่วไปเพราะเขาถูกนำตัวออกจากครรภ์โดยการผ่า เขาจึงฆ่าแม็คเบ็ธได้สำเร็จ และมัลคอล์มก็ได้ขึ้นครองราชย์แทนท่ามกลางความยินดีของเหล่าทหารประชาชน (การร้องประสานเสียง Salva, o re! หรือ "กษัตริย์ทรงพระเจริญ")ในการแสดงบางครั้งนั้นตอนจบจะให้ฟลีนซีโอ้ลูกชายของแบงโกวก้าวมาเดินต่อหน้าทุกคน ราวกับจะบอกว่าคำทำนายของแม่มดยังไม่จบสิ้น
แม็คเบ็ธเป็นตัวละครที่แตกต่างจากละครแบบโศกนาฎกรรมทั้งหลายของเช็คสเปียร์ไม่ว่าจะเป็น เอียโก้ Othello พระเจ้าริชาร์ดที่สามใน Richard III เอ็ดมุนด์ใน King Lear ที่แม็คเบ็ธเป็นผู้ที่มีทั้งความแข็งแกร่งและความอ่อนแอในตัวเอง ในขณะที่เขาทะเยอทะยานถึงขั้นลอบปลงพระชนม์กษัตริย์แต่เขาก็มีความสงสัยในใจว่าสิ่งที่ทำลงไปในถูกต้องหรือไม่และต้องมาทุกข์ทรมานไปกับความรู้สึกผิดบาปซึ่งปรากฎตัวในรูปแบบของผีแบงโกว แต่ในท้ายสุดแล้วแม็คเบ็ธก็ยังมีความแข็งแกร่งคือไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายเหมือนกับตัวละครอื่นๆ ของเช็คสเปียร์ที่แต่ตัดสินใจจบชีวิตตนในสมรภูมิ ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธเป็นกรณีที่น่าสนใจสำหรับบทบาทของผู้หญิง เธอเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงเองก็มีความทะเยอทะยาน ความชั่วร้ายแต่จารีตของสังคมโบราณที่ผู้ชายเป็นใหญ่ทำให้เธอไม่สามารถแสวงหาความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองจึงพยายามใช้ผู้ชายให้เป็นเครื่องมือ แม้แต่เหล่าแม่มดเองซึ่งเป็นตัวแทนของโชคชะตาที่กำหนดชีวิตของมนุษย์ทั้งมวลก็เป็นผู้หญิง
แท้ที่จริงผู้หญิงมีอำนาจแฝงที่น่ากลัวเทียบได้กับธาตุหยินซึ่งอ่อนแอแต่สามารถใช้ความอ่อนแอนั้นสยบความแข็งแกร่งของผู้ชายซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุหยางอันไม่ได้หมายถึงการใช้เสน่ห์ทางเพศของเท่านั้นหากยังหมายถึงสติปัญญาหรือความกล้าหาญของเธออีกด้วย แม้ในบทละคร/อุปรากรเรื่องนี้จะเป็นในด้านร้าย ๆ ก็ตาม ฉากที่ฟ้องถึงสิ่งนี้ได้อย่างดีคือฉากที่แม็คเบ็ธชายชาติทหารร่างบึกบึนแสดงท่าทางกระอักกระอ่วนใจแต่ก็จำใจถือกริชตามคำชักจูงกึ่งคำสั่งของผู้หญิงร่างอ้อนแอ้นอรชรและเมื่อแม็คเบ็ธเดินตัวสั่นเหงื่อโทรมกายออกจากห้องบรรทมของกษัตริย์มาทรุดตัวนั่งลงเงียบ ๆ ก็เป็นผู้หญิงคนเดิมอีกเช่นกันที่จัดการกลบเกลื่อนทุกอย่างเพื่อให้ลุตามความทะเยอทะยาน แม็คเบ็ธจึงดูไม่ต่างจากหุ่นเชิดของเลดี้แม็คเบ็ธแม้แต่น้อย

จูเซปเป้ เวอร์ดี้
| Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552 |
| Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 10:07:31 น. |
| |
|
|
|
|
Messiah
หนาวนี้อากาศทางเหนือเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจทว่าคนที่เอือมระอากับลมหนาวกลับได้สิ่งย้อมใจคือท้องฟ้าอันงดงามในทุกโมงยามพร้อมความอบอุ่นคือแสงแดดยามเช้าและบ่ายอันแรงกล้าราวกับเป็นของกำนัลจากพระเจ้าให้เราได้เห็นคุณค่าของชีวิตแม้ว่ามันจะโหดร้ายเพียงใดแต่ก็ยังมีมุมเล็กๆ อันน่าอภิรมย์อยู่ไม่น้อย เพลงที่เหมาะสำหรับฟังในหน้าหนาวก็ไม่พ้นเพลงคลาสสิกในยุคบาร็อคซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะที่มีอิทธิพลในยุโรปประมาณช่วงปี ค.ศ. 1600-1750 คีตกวีในยุคบาร็อคคนสำคัญได้แก่โจฮันน์ เซบาสเตียน บาค , อันโตนีโอ วิวาดี้ (แน่นอนว่าใครก็ต้องนึกถึงคีตแห่งสี่ฤดูหรือ Four Seasons ของเขา), อาร์แคนเจโล คอเรลลี่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจอร์จ ฟรีดริก แฮนเดิล คีตกวีผู้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เยอรมันแต่มาได้ดิบได้ดีในราชสำนักของอังกฤษ

ดนตรีของแฮนเดิลที่โด่งดังไปทั่วโลกได้แก่ Water music ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อถวายพระเจ้าจอร์จที่หนึ่งและถูกบรรเลงบนเรือที่ลอยเหนือแม่น้ำเทมส์ และ Music for the Royal Firework ซึ่งเป็นเพลงที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อฉลองการสิ้นสุดของสงครามครั้งใหญ่ของยุโรปที่ชื่อ Austrian Succession นอกจากนี้ยังเขายังผลิตงานที่น่าประทับใจออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น Concerti grossi, Organ concerto, Sonata for violin and Harpsicord, Coronation Anthem for George 2 ฯลฯ มิใยต้องกล่าวถึงถึงอุปรากรของเขากว่าสี่สิบสองเรื่อง
เพลงของแฮนเดิล ที่จะกล่าวในที่นี้คือ ออราโตริโอ หรือ เพลงร้องที่มีลักษณะคล้ายกับอุปรากร มีการบอกเล่าเรื่องราวแต่ไม่มีการแสดงหรือฉากแบบละครเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนอุปรากร ประเภทของการร้องได้แก่การร้องเดี่ยว(เช่นโซฟราโนและเทเนอร์) ร้องประสานเสียงซึ่งผู้ร้องเดี่ยวต่างยืนร้องอยู่หน้าวงดนตรีในคอนเสิร์ต ส่วนวงร้องประสานเสียงยืนอยู่ข้างหลังวงดนตรีดูอลังการ แฮนเดิลแต่งเพลงออราโตริโอหลายบทเช่น Esther, Athalia ,Saul, Israel in Egypt , Samson, Judas Maccabaeus , Solomon และ Jephtha กระนั้นออราโตริโอที่โด่งดังที่สุดของแฮนเดิลก็คือ Messiah (ไม่มี The) หรือ "พระผู้มาโปรดโลก"หรือ พระเยซูนั้นเอง บทเพลงนี้ถูกเขียนขึ้นในปี 1741 ที่บ้านของแฮนเดิลเองกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในช่วงที่แฮนเดิลกำลังทุกข์ทรมานใจเพราะชื่อเสียงของตนกำลังตกต่ำ ผลงานของเขาโดยเฉพาะอุปรากรถูกโจมตีจากพระผู้ทรงอิทธิพลในคริสตจักรว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นศาสนาเช่นเดียวกับโรงละครโคเวนท์การ์เดนที่เขาเป็นผู้อำนวยการก็ถูกกล่าวหามีแต่ผู้เข้าดูที่ไร้เกียรติในสังคม

ผู้เขียนเนื้อร้องของเพลง Messiah คือชาร์ลส์ เจนเนนส์ได้นำเนื้อหามาจากเนื้อพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่ งานสามารถแบ่งเป็นสามส่วนซึ่งบรรยายชีวิตของพระเยซูคริสต์ ส่วนแรกนั้นเกี่ยวข้องกับตอนที่พระองค์ประสูติ ส่วนที่สองลำดับเหตุการณ์ของความทนของพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขน การฟื้นกลับมาและการกลับสู่สวรรค์ และการเผยแพร่คำสอนของพระองค์ ส่วนที่สามนั้นบรรยายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในพระวิวรณ์ที่มีต่อเซนต์จอห์น บทเพลงย่อยในออราโตริโอบทนี้ที่ได้รับความนิยมได้แก่
For Unto Us a Child Is Born
Rejoice Greatly, O Daughter of Zion
I Know That My Redeemer Liveth (ถูกนำมาบรรเลงอยู่บ่อยครั้งในงานศพแบบคริสเตียน)
Behold the Lamb of God
The Trumpet Shall Sound
All we like sheep
ฯลฯ
Messiah ถูกนำออกแสดงเป็นครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิตปี 1742 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตการกุศลในนิวส์มิวสิกฮอลล์ กรุงดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์จนประสบความสำเร็จอย่างสูง ออราโตริโอชิ้นนี้จึงเป็นงานที่ช่วยให้ชื่อเสียงและฐานะการเงินของแฮนเดิลกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง Messiah มักจะถูกแสดงในช่วงอาทิตย์ก่อนวันคริสตมาส และกลายเป็นเพลงร้องประสานเสียงได้ที่นิยมมากที่สุดของโลกตะวันตกจนถึงทุกวันนี้ ผลงานที่พอจะเทียบเคียงได้ก็มี Christmas Oratorio ของบาค
อย่างไรก็ตามเพลงร้องประสานเสียงส่วนที่โด่งดังที่สุดของออราโตริโอบทนี้จนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมแบบประชานิยมดังจะดูได้จากโฆษณาเมืองไทยของขนมขบกรอบชนิดหนึ่งได้ยืมท่อนร้องมาประกอบและภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอย่างเช่น Face/Off ที่ผู้ร้ายปลอมตัวเป็นพระมากำกับวงร้องประสานเสียงซึ่งกำลังร้องเพลงนี้ คือ Hallelujah (อาเลลูยา) หรือคำอุทานเพื่อสรรเสริญพระเจ้า ว่ากันว่าพระเจ้าจอร์จที่สองเมื่อทรงฟังเพลงตอนนี้ได้ยืนขึ้นเพราะความซาบซึ้งพระทัย ทำให้คนอื่นในโรงละครที่กำลังแสดงคอนเสิร์ตก็ต้องลุกตามจนกลายเป็นประเพณีสืบมาว่าเมื่อดนตรีเล่นถึงตอนนี้แล้วคนดูจะต้องลุกขึ้นยืนแต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอีกว่าจริงๆ แล้วการที่พระเจ้าจอร์จทรงลุกขึ้นเพราะความซาบซึ้งพระทัยหรือว่าที่จริงแล้วพระองค์ยืนเพราะเสด็จมาสายหรือว่าพระองค์เพียงต้องการถวายความเคารพต่อพระเจ้าหรือพระองค์ทรงเป็นโรคเก๊าท์จึงต้องลุกเพื่อให้อาการเจ็บทุเลาลง อันนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้

| Create Date : 16 พฤศจิกายน 2551 |
| Last Update : 16 พฤศจิกายน 2551 19:28:35 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|