Group Blog

 
All Blogs

 

Macbeth: อิสตรีหรือจะอ่อนแอ

ตามความเข้าใจของเราในอดีต ผู้หญิงของสังคมทุกชาติมักจะเป็นช้างเท้าหลังที่สงบเสงี่ยม ทำตามคำสั่งของสามีอยู่ต้อยๆ แต่พวกเราเองก็ยอมรับว่ามีผู้หญิงไม่น้อยที่เข้ามามีอิทธิพลต่อสามีซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหรือแม้แต่ก้าวขึ้นมาใหญ่เสียเองและประวัติศาสตร์ก็จะย้อนไปประเมินค่าตีตราเธอเหล่านั้นว่าจะเป็นนางฟ้าผู้บริสุทธิ์หรือนางแพศยาสุดโฉดชั่วก็แล้วแต่ตัวบุคคลไป สำหรับตัวกวีเอกของโลกอย่างเช่น วิลเลียม เช็คสเปียร์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่หนึ่งของอังกฤษ (ครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ.1558 – 1603) ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของอังกฤษที่เจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมแล้วก็คงจะตระหนักถึงพลังเช่นนี้ของสตรี บทละครของเขาเรื่องหนึ่งคือ The Tragedy of Macbeth หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า Macbeth จึงเป็นตัวสะท้อนโลกทัศน์ของเช็คสเปียร์ต่อผู้หญิงถึงประโยคที่ได้กล่าวแนะนำมา บทละครเรื่องนี้เชื่อกันว่าถูกเขียนในช่วง ปี ค.ศ.1603 ถึง 1607 อันอิงมาจากชีวิตจริงของกษัตริย์ของสก็อตแลนด์พระองค์หนึ่งซึ่งมีครองราชย์ในช่วงปี ค.ศ.1040–1057

อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ได้กล่าวถึงบทละครของเช็คสเปียร์แต่เป็นอุปรากรของจูเซปเป้ เวอร์ดี้ คีตกวีชาวอิตาลีที่เวอร์ดี้ได้นำบทบทละครของเช็คสเปียร์ผู้มีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเขากว่าสองร้อยปีมาดัดแปลงถึงสามเรื่องคือ Macbeth (1846) Otello (1887)และ Falstaff (1893) ซึ่งเป็นอุปรากรหรรษาเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเวอร์ดี้ที่อิงจากละครชื่อ The Merry Wives of Windsor ความจริงแล้วสำหรับ Macbeth เวอร์ดี้ต้องขอบคุณนักแต่งบทอุปรากรคู่บุญของเขาคือฟรานเชสโก้ มาเรีย เปียบซึ่งก็อิงจากการแปลมาเป็นเชิงร้อยแก้วเป็นภาษาอิตาลีของคาร์โล รุสโคนีอีกทีหนึ่ง แต่ก็ถือได้ว่าเนื้อหาโดยส่วนใหญ่ ตัวอุปรากรจะซื่อสัตย์ต่อละครของเช็คสเปียร์อย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงลายละเอียดเพียงเล็กน้อยเช่นในบทละครมีแม่มดเพียงสามคน แต่ในอุปรากรจะเป็นกลุ่มแม่มดกว่าสิบคน (ส่วนภาพยนตร์Throne of Blood ของอาคิระ คูโรซาว่า ที่ดัดแปลงมาจากละครเรื่องนี้เหมือนกันมีแม่มดเพียงคนเดียว)







Macbeth ของเวอร์ดี้ถูกนำแสดงเป็นครั้งแรกในวันที่ 14 มีนาคม ปี ค.ศ. 1847 ที่โรงละครทีโทร เดลล่า เปอโรโกล่าของนครฟลอเร็นซ์และประสบความสำเร็จอย่างมาก ก่อนจะถูกเวอร์ดี้นำมาเพิ่มเติมดนตรีเข้าและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบางองก์ เพื่อนำออกแสดงอีกครั้งใน กรุงปารีส เมื่อปี ค.ศ.1865 แต่กลับได้รับความนิยมน้อยกว่าฉบับแรก Macbeth จางหายไปจากความนิยมของชาวโลกจนกระทั้งได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในหลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

อุปรากรมีทั้งหมดสี่องก์ เป็นเรื่องของนายพลแม็คเบ็ธพร้อมเพื่อนคือแบงโกวได้พลัดหลงไปในป่าลึกหลังจากได้ชัยชนะจากสงครามและพบกับฝูงแม่มดซึ่งทำนายว่าแม็คเบ็ธจะได้เป็นขุนนางชั้นอัศวินและจะได้เป็นกษัตริย์สืบต่อพระเจ้าดันแคนของอาณาจักรสก็อตแลนด์ แม็คเบ็ธเชื่อในคำทำนายมากเพราะหลังจากคำทำนายเขาได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ให้เป็นอัศวินทันที เขาจึงไปบอกให้ภรรยาของเขาคือเลดี้แม็คเบ็ธ เธอเฝ้าครุ่นคิดที่จะผลักดันให้สามีขึ้นเป็นใหญ่ตามคำทำนาย แต่แล้วก็ได้รับแจ้งว่ากษัตริย์ดันแคนทรงเสด็จมาแปรพระราชฐานที่ปราสาทของแม็คเบ็ธพอดี เลดี้แม็คเบ็ธจึงวางแผนการร้ายที่จะปลงพระชนม์กษัตริย์ (เป็นเพลง aria หรือเพลงร้องเดี่ยวที่เพราะที่สุดในอุปรากรคือ Or tutti, sorgete หรือ "จงลุกขึ้นมาเจ้าพวกอสุรกายแห่งนรกทั้งหลาย")และสามารถเกลี่ยกล่อมแม็คเบ็ธซึ่งลังเลใจในตอนแรกให้ลอบเข้าไปใช้กริชแทงกษัตริย์ดันแคนในห้องบรรทมจนสิ้นพระชนม์หลังจากนั้นก็แอบเอากริชไปไว้ที่ตัวยามซึ่งเผลองีบหลับพร้อมกับเอาพระโลหิตของกษัตริย์มาป้ายที่ตัวของหมอนั่น ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นฝีมือของยามและสองสามีภรรยายังพยายามใส่ร้ายว่าผู้บงการคือมัลคอล์มพระโอรสของพระเจ้าดันแคนเอง มัลคอล์มจึงต้องหลบหนีไปยังอังกฤษ

เมื่อแม็คเบ็ธขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์ เขาก็ยังคงไม่สบายใจเกี่ยวกับคำทำนายที่พวกแม่มดต่อตัวแบงโกวเพื่อนของเขาว่าลูกชายของแบงโกวนามว่าฟลีนซีโอ้จะได้เป็นกษัตริย์ในอนาคต แม็คเบ็ธได้ส่งกลุ่มนักฆ่ามาดักรอขณะที่คนทั้งคู่กำลังเดินทางมายังงานเลี้ยงบนทางอันมืดมิด แบงโกวถูกรุมแทงเสียชีวิต แต่ฟลีนซีโอ้หนีไปได้ ฉากที่สามในองก์ที่สองถือว่าเพลงไพเราะไม่น้อยเป็นฉากในห้องโถงที่แม็คเบ็ธและภรรยาต้อนรับแขกทั้งหลาย เลดี้แม็คเบ็ธร้องนำให้แขกดื่มสุรากันอย่างสนุกสนาน (Si colmi il calice หรือ "เอ๊า มาเต็มแก้วสุรากันให้เต็ม") หลังจากที่นักฆ่ามารายงานให้แม็คเบ็ธทราบถึงการลอบสังหาร แม็คเบ็ธแลเห็นผีของแบงโกวมาร่วมงานด้วยจึงเอะอะโวยวายราวกับคนบ้าถึงแม้ศรีภรรยาจะพยายามกลบเกลื่อนอย่างไรก็ตามสุดท้ายงานเลี้ยงก็ล่ม






ต่อมาแม็คเบ็ธได้เดินทางไปในถ้ำของพวกแม่มดเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง พวกแม่มดก็ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทำนายอนาคตให้แม็คเบ็ธถึงสามข้อ ข้อแรกให้ระวังแม็คดัฟฟ์ให้จงดี ข้อสองผู้ที่เกิดจากผู้หญิงจะไม่สามารถฆ่าแม็คเบ็ธได้ ที่สำคัญข้อสามแม็คเบ็ธจะไม่พ่ายแพ้จนกว่าป่าเบอร์นัมจะเดินมาประชิดวังตน ทำให้แม็คเบ็ธดีใจมากถึงแม้ตนจะทุกข์ทรมาณเพราะถูกผีหลอก ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธนั้นเดินละเมอไปรอบพระราชวังและเกิดสติฟั่นเฟือนเข้าใจว่ามีเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนมือของตนอยู่ตลอดเวลา (Una macchia e qui tuttora! หรือ "มักจะมีจุดเลือดอยู่เสมอ")

คู่กษัตริย์ราชินีสั่งให้ทหารไปฆ่าแม็คดัฟฟ์แต่เขาสามารถหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ด้วยความแค้นเคืองที่ลูกและเมียถูกสังหาร แม็คดัฟฟ์จึงร่วมมือกับมัลคอล์มและกองทัพอังกฤษในการบุกสก็อตแลนด์อย่างเต็มกำลังศึกเพื่อปลดปล่อยสก็อตแลนด์ออกจากน้ำมือของทรราช (La patria tradita หรือ "ชาติของเราถูกทำการทุรยศ") ฉากสุดท้ายที่น่าสะเทือนใจคือแม็คเบ็ธนั่งพร่ำพรรณนาถึงความตกต่ำของตนอย่างเดียวดายท่ามกลางราชวังซึ่งรกร้างเพราะข้าราชบริพารต่างหลบหนีด้วยความกลัวต่อกองทัพอังกฤษ(Pieta, rispetto, amore หรือ "ความเมตตา เกียรติยศและความรัก") ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธที่ได้ตัดช่องน้อยเสียชีวิตไปแล้ว แต่แม็คเบ็ธก็ยังมั่นใจในคำทำนาย จึงได้รวบรวมพลที่เหลือเข้าโรมรันกับกองทัพอังกฤษและตกตะลึงที่ว่ากองกำลังอังกฤษใช้กิ่งไม้ของป่าเบอร์นัมมาพรางตัวจึงเปรียบเสมือนกับป่าที่เดินได้ ในที่สุดกองทัพของแม็คเบ็ธก็พ่ายแพ้แต่เขาได้ต่อสู้กับแม็คดัฟฟ์ตัวต่อตัว เมื่อแม็คเบ็ธกล่าวถึงคำทำนายที่เหลือด้วยความลำพองใจ แม็คดัฟฟ์ก็เฉลยว่าเขาไม่ได้ "เกิด"จากมารดาแบบคนทั่วไปเพราะเขาถูกนำตัวออกจากครรภ์โดยการผ่า เขาจึงฆ่าแม็คเบ็ธได้สำเร็จ และมัลคอล์มก็ได้ขึ้นครองราชย์แทนท่ามกลางความยินดีของเหล่าทหารประชาชน (การร้องประสานเสียง Salva, o re! หรือ "กษัตริย์ทรงพระเจริญ")ในการแสดงบางครั้งนั้นตอนจบจะให้ฟลีนซีโอ้ลูกชายของแบงโกวก้าวมาเดินต่อหน้าทุกคน ราวกับจะบอกว่าคำทำนายของแม่มดยังไม่จบสิ้น

แม็คเบ็ธเป็นตัวละครที่แตกต่างจากละครแบบโศกนาฎกรรมทั้งหลายของเช็คสเปียร์ไม่ว่าจะเป็น เอียโก้ Othello พระเจ้าริชาร์ดที่สามใน Richard III เอ็ดมุนด์ใน King Lear ที่แม็คเบ็ธเป็นผู้ที่มีทั้งความแข็งแกร่งและความอ่อนแอในตัวเอง ในขณะที่เขาทะเยอทะยานถึงขั้นลอบปลงพระชนม์กษัตริย์แต่เขาก็มีความสงสัยในใจว่าสิ่งที่ทำลงไปในถูกต้องหรือไม่และต้องมาทุกข์ทรมานไปกับความรู้สึกผิดบาปซึ่งปรากฎตัวในรูปแบบของผีแบงโกว แต่ในท้ายสุดแล้วแม็คเบ็ธก็ยังมีความแข็งแกร่งคือไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายเหมือนกับตัวละครอื่นๆ ของเช็คสเปียร์ที่แต่ตัดสินใจจบชีวิตตนในสมรภูมิ ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธเป็นกรณีที่น่าสนใจสำหรับบทบาทของผู้หญิง เธอเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงเองก็มีความทะเยอทะยาน ความชั่วร้ายแต่จารีตของสังคมโบราณที่ผู้ชายเป็นใหญ่ทำให้เธอไม่สามารถแสวงหาความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองจึงพยายามใช้ผู้ชายให้เป็นเครื่องมือ แม้แต่เหล่าแม่มดเองซึ่งเป็นตัวแทนของโชคชะตาที่กำหนดชีวิตของมนุษย์ทั้งมวลก็เป็นผู้หญิง

แท้ที่จริงผู้หญิงมีอำนาจแฝงที่น่ากลัวเทียบได้กับธาตุหยินซึ่งอ่อนแอแต่สามารถใช้ความอ่อนแอนั้นสยบความแข็งแกร่งของผู้ชายซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุหยางอันไม่ได้หมายถึงการใช้เสน่ห์ทางเพศของเท่านั้นหากยังหมายถึงสติปัญญาหรือความกล้าหาญของเธออีกด้วย แม้ในบทละคร/อุปรากรเรื่องนี้จะเป็นในด้านร้าย ๆ ก็ตาม ฉากที่ฟ้องถึงสิ่งนี้ได้อย่างดีคือฉากที่แม็คเบ็ธชายชาติทหารร่างบึกบึนแสดงท่าทางกระอักกระอ่วนใจแต่ก็จำใจถือกริชตามคำชักจูงกึ่งคำสั่งของผู้หญิงร่างอ้อนแอ้นอรชรและเมื่อแม็คเบ็ธเดินตัวสั่นเหงื่อโทรมกายออกจากห้องบรรทมของกษัตริย์มาทรุดตัวนั่งลงเงียบ ๆ ก็เป็นผู้หญิงคนเดิมอีกเช่นกันที่จัดการกลบเกลื่อนทุกอย่างเพื่อให้ลุตามความทะเยอทะยาน แม็คเบ็ธจึงดูไม่ต่างจากหุ่นเชิดของเลดี้แม็คเบ็ธแม้แต่น้อย






จูเซปเป้ เวอร์ดี้

 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 10:07:31 น.  

อัลบั้มเพลงอุปรากรสำหรับผู้ไม่ฝักใฝ่

การฟังหรือการชมอุปรากรนั้นไม่ยากเลย เพียงแต่ต้องกำจัดอคติบางประการออกไปแล้วปล่อยใจล่องลอยไปกับเสียงเพลงแม้เสียงร้องโดยเฉพาะของผู้หญิงแบบโซฟราโนจะสูงจนแก้วหูปวดหนึบสักเล็กน้อย ส่วนเนื้อเรื่องเชื่อได้ว่าคุ้นๆ สำหรับคนที่เคยดูละครหลังข่าวของไทย ถ้าจะถามว่าผู้เขียนฟังเนื้อเพลงออกไหม ? คำตอบก็คือย่อมไม่มีทางเป็นแน่เพราะส่วนใหญ่เป็นภาษาอิตาเลี่ยน ฝรั่งเศสและเยอรมัน คำแนะนำก็คือไปอ่านคำแปลเอาสิ และจะถามผู้เขียนว่าฟังเก่งไหม ? ก็จะตอบว่าไม่เก่งหรอก บางทีก็เบื่อเพลงคลาสสิคหันไปฟังเพลงแนวอื่นอยู่บ่อยครั้ง ไม่อาจหาญว่าตัวเองเหมือนคนที่ฟังเพลงอุปรากรเก่งๆ เช่นครูสอนร้องเพลงที่ฟังออกว่าคนร้องแหกคีย์หรือไม่ ใครร้องดีกว่ากัน เพียงแต่ผู้เขียนเป็นนักรักจะฟังแค่นั้น ฟังอยู่คนเดียวไม่เคยฟังร่วมกับใครเพราะมักจะโดนดูถูกผ่านสีหน้าและคำพูด โดยไม่สำนึกว่าที่จริงมันก็เป็นเพลงประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับพ็อพ แจ๊ส บลู ร็อค หรือแม้แต่เพลงซอกำเมือง !

ต่อไปนี้คืออัลบั้มเพลงที่ผู้เขียนใคร่อยากจะแนะนำให้พวกเราที่ส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคยกับเพลงอุปรากรมาซื้อไว้ฟังเล่นๆ หรือช่วยการจินตนาการว่าตัวเองเป็นพระเอกหรือนางเอกภาพยนตร์สักเรื่องก็ได้ เพราะอัลบั้มนี้เป็นการรวมเพลงที่ถูกนำมาร้องบ่อยมากจนซึมเข้าไปในรูหูชาวโลกทั่วไปโดยไม่รู้ตัวเพราะถูกใช้ประกอบโฆษณา ภาพยนตร์ ที่คนฟังโดยมากจะเป็นพวกประหลาด ๆ เช่น พวกโรคจิต เกย์ หรือไม่ก็ไฮโซ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประชานิยมไป






ในอัลบั้ม Opera: Greatest Hits ของค่ายเพลงโซนี่มีเพลงอุปรากรกรที่โด่งดังของโลกดังต่อไปนี้ (*** คือสัญลักษณ์ที่บอกว่าเพลงนี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปอย่างมาก)


overtures & intermezzi for orchestra Prelude และ Carmen และ Habanera ในอุปรากรเรื่อง Carmen ของจอร์จ บิเซต์ ***

La ci darem la mano ในอุปรากรเรื่อง Don Giovanni ของ วูฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ต

Largo al factotum ในอุปรากรเรื่อง Il barbiere di Siviglia ของจักคิโน่ รอสซินี

O mio babbino caro ในอุปรากรเรื่อง Gianni Schicchiของ จักโคโม ปุชชินี ***

E lucevan le stelle และ Vissi d'arte ในอุปรากรเรื่อง Tosca และ ของ จักโคโม ปุชชินี ***

Nessun dorma! ในอุปรากรเรื่อง Turandot ของ จักโคโม ปุชชินี ***






(Turandot)



Un bel di ในอุปรากรเรื่อง Madama Butterfly ของ จักโคโม ปุชชินี ***

Vesti la giubba ในอุปรากรเรื่อง Pagliacci ของรูจเจโร่ ลีโอคาวาล์โล

Cavalleria rusticana เพลงคั่นกลางในองก์ที่หนึ่ง ของ ปีโตร มัสคาญี่ ***

Grand March และ Celeste Aida ในอุปรากรเรื่อง Aida ของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้ ***






(Aida)



Una voce poco fa ในอุปรากรเรื่อง Il barbiere di Siviglia (The Barber of Seville) ของ จักคิโน่ รอสซินี่ ***

Quandole sere al placido ในอุปรากรเรื่อง Luisa Millerของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้

Anvil Chorus และ Di quella pira ในอุปรากรเรื่อง Il Trovatore ของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้

Libiamo (Drinking Song)ในอุปรากรเรื่อง La Traviata
ของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้ ***






(La Traviata)



La donna e mobile ในอุปรากรเรื่อง Rigoletto
ของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้ ***

teure Halle ในอุปรากรเรื่อง Tannhauser
ของ ริชาร์ด วาคเนอร์

M'appari tutt'amor ในอุปรากรเรื่อง Martha ของ ฟรีดิค ฟอน โฟลเทาว์

Polovstian Dance ในอุปรากรเรื่อง Prince Igor ของ อาเล็กซานเดอร์ โบโรดิน






(Prince Igor)



ขอยกบริบทของเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษมาสักเล็กน้อยได้แก่ Habanera ซึ่งหลายคนรู้จักอีกชื่อตามประโยคแรกของเพลงนั้นคือ L'amour est un oiseau rebelle หรือ "ความรักคือนกแสนพยศ"เป็นเพลงร้องเดี่ยวตอนที่นางเอกของเรื่องคือคาร์เมนสาวโรงงานร้องยั่วบรรดาทหารๆ ในตอนช่วงต้นของเรื่องเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนของเธอว่าเธอจะรักผู้ชายที่ไม่ได้หลงใหลในตัวเธอ หรือ Nessun dorma!ที่ถูกขับร้องโดยพาวาร็อตตี้จนได้รับความนิยมจากชาวโลกจนกลายเป็นเพลงป็อบไปนี้เป็นเรื่องของเจ้าชายมงโกลที่กล้าหาญไปตอบคำถามมรณะสามข้อซึ่งถ้าตอบผิดถูกตัดหัว แต่ถ้าตอบถูกก็จะได้ตูรันโดเจ้าหญิงของอาณาจีนเป็นมเหสี เขาสามารถตอบได้ทั้งหมดและท้าทายให้ทายชื่อเขาให้ได้ เจ้าหญิงจึงเกณฑ์ให้ชาวปักกิ่งไปหาชื่อของชายนิรนามคนนี้ภายในคืนนี้ให้ได้มิเช่นนั้นจะถูกตัดหัวกันหมด ในคืนนั้นเจ้าชายมานั่งอยู่ในสวนร้องเพลงว่า จะไม่มีใครนอนกันแล้วคืนนี้ (Nessun dorma)

นอกจากนี้ Un bel di หรือ"วันที่สวยงามวันหนึ่ง" เป็นเพลงร้องของโจโจ้ซัง สาวญี่ปุ่นที่กำลังตั้งความหวังว่าร้อยเอกพิงเกอร์ตั้น สามีของเธอจะกลับมาหาเธอที่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง และ Libiamo (Drinking Song)เป็นเพลงร้องประสานเสียงในฉากที่ตัวเอกและพรรคพวกต่างร้องเพลงเพื่อบรรยายความสุขของการดื่มกินกันในงานเลี้ยงหรูหราและเป็นตอนที่พระเอกกำลังตกหลุมรักนางเอกซึ่งเป็นนางกลางเมือง ส่วน La donna e mobile หรือ "อิสตรีนั้นช่างกลอกกลิ้ง" เป็นเพลงที่เจ้าชาย ตัวเอกของเรื่องร้องเสียดสีผู้หญิงทั้งที่ตัวเองมีพฤติกรรมเช่นนั้นเหมือนกัน และ Celeste Aida ที่ประกอบกับฉากที่ราดาเมซได้รู้ว่าตัวเองถูกเลือกให้เป็นแม่ทัพในการนำกองทัพอียิปต์เพื่อพันตูกับศัตรู เขาจึงร้องเพลงแสดงความดีใจพร้อมกับความรำลึกถึงไอด้าหญิงผู้เป็นที่รัก หรือเพลงเพียงอย่างเดียวคือ Grand March ในอุปรากรเรื่องเดียวกันถูกบรรเลงประกอบกับฉากที่กองทัพอียิปต์กำลังเดินทางกลับมาเพื่อฉลองชัยชนะ





(Rigoletto)


วงดนตรีที่เล่นในซีดีก็มีชื่อเสียงปานกลางจนไปถึงระดับโลก และยังควบคุมโดยวาทยากรชื่อเสียงธรรมดาจนไปถึงขาใหญ่ของวงการดนตรีคลาสสิคไม่ว่าจะเป็น วงนิวยอร์ค ฟิลฮาร์โมนิกนำโดย ลีโอนาร์ด เบอร์สไตน์และ ซูบิน เมห์ธาในต่างปีกัน วง เมโทรโปลิแตน โอเปร่า ออร์เคสตร้านำโดย เจมส์ เลวิน ส่วนนักร้องส่วนมากอยู่ในระดับโลกไม่ว่า พลาซิโด้ โดมิงโก้ , ลีโอ นุชชี , โฮเซ่ คาเรรีอัส, คิริ เตกานาวา ฯลฯ





(Kiri Te Kanawa)



อัลบั้มเพลงชุดนี้ถือได้ว่ามีความสร้างสรรค์อยู่ไม่น้อย ปกในของซีดีนอกจากการแนะนำชื่อเพลงและรายละเอียดอื่น ๆ ข้างบนยังมีประวัติศาสตร์สำคัญ ๆ ของอุปรากรในลักษณะเรียงลำดับตามเวลาทำให้ผู้ซื้อได้ความรู้อีกด้วยเช่น ในปี ค.ศ. 1597 อุปรากรเรื่องแรกของโลกคือ Dafne ของ จาโคโป เพอรี่ ถูกนำออกแสดงในเมืองฟลอเร็นซ์ อิตาลี หรือในวันที่ 3 มีนาคม ปี ค.ศ.1875 ผู้ชมชาวปารีสต่างตกใจกับอุปรากรเรื่อง Carmen ของ จอร์จ บีเซต์ เพราะมีนางเอกที่โยกเอวทำท่ายั่วผู้ชายแถมยังสูบบุหรี่บนเวที (นัยว่าคนในสมัยนั้นมีเกณฑ์ทางศีลธรรมสูงแต่พฤติกรรมไม่แพ้กับคนสมัยนี้)หรือในวันที่ 25 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1926 อุปรากรเรื่อง Turandot ถูกนำออกแสดงครั้งแรกถึงแม้ว่าปุชชินี่จะเสียชีวิตไปแล้วและแต่งอุปรากรเรื่องนี้ไม่เสร็จในองก์ที่สาม จนต้องมีคนมาช่วย เวลาถึงตอนนี้ผู้กำกับวงดนตรีมักจะหยุดและประกาศกับคนดูว่า "ถึงตอนนี้ท่านนักดนตรีเอกได้วางปากกาลง" หรือ ปี ค.ศ. 1990 พาวาร็อตติ โดมิงโก และคาเรรีอัสได้เปิดการแสดงพิธีเกิดฟุตบอลโลกในอิตาลีการบันทึกการแสดงสดครั้งนี้ได้กลายเป็นอัลบั้มเพลงคลาสสิกที่ขายดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้อัลบั้มเพลงยังมีการตั้งคำถามในปกหลังซีดีต่อผู้ซื้ออีกว่า ในกรุงโรมศตวรรษที่สิบเจ็ดนักร้องหญิงถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นเวที อุปรากรจะเป็นอย่างไรต่อไป ? คำตอบก็คือเค้าหันมาใช้นักร้องชายที่ถูกตอนตั้งแต่เด็ก (castrasti) แทนซึ่งมีเสียงแหลมและไพเราะได้ไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงเลย แถมผู้ชมสาวๆ ในยุคนั้น ยังกรี้ดนักร้องชายขันทีอีกด้วย





(Carmen)




ถือได้ว่าเป็นอัลบั้มเพลงอุปรากรที่น่าซื้อเก็บไว้สำหรับผู้ไม่ฝักใฝ่เป็นอย่างยิ่ง !

 

Create Date : 30 ธันวาคม 2551
Last Update : 5 มกราคม 2552 7:40:24 น.  

Messiah

หนาวนี้อากาศทางเหนือเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจทว่าคนที่เอือมระอากับลมหนาวกลับได้สิ่งย้อมใจคือท้องฟ้าอันงดงามในทุกโมงยามพร้อมความอบอุ่นคือแสงแดดยามเช้าและบ่ายอันแรงกล้าราวกับเป็นของกำนัลจากพระเจ้าให้เราได้เห็นคุณค่าของชีวิตแม้ว่ามันจะโหดร้ายเพียงใดแต่ก็ยังมีมุมเล็กๆ อันน่าอภิรมย์อยู่ไม่น้อย เพลงที่เหมาะสำหรับฟังในหน้าหนาวก็ไม่พ้นเพลงคลาสสิกในยุคบาร็อคซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะที่มีอิทธิพลในยุโรปประมาณช่วงปี ค.ศ. 1600-1750 คีตกวีในยุคบาร็อคคนสำคัญได้แก่โจฮันน์ เซบาสเตียน บาค , อันโตนีโอ วิวาดี้ (แน่นอนว่าใครก็ต้องนึกถึงคีตแห่งสี่ฤดูหรือ Four Seasons ของเขา), อาร์แคนเจโล คอเรลลี่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจอร์จ ฟรีดริก แฮนเดิล คีตกวีผู้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เยอรมันแต่มาได้ดิบได้ดีในราชสำนักของอังกฤษ







ดนตรีของแฮนเดิลที่โด่งดังไปทั่วโลกได้แก่ Water music ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อถวายพระเจ้าจอร์จที่หนึ่งและถูกบรรเลงบนเรือที่ลอยเหนือแม่น้ำเทมส์ และ Music for the Royal Firework ซึ่งเป็นเพลงที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อฉลองการสิ้นสุดของสงครามครั้งใหญ่ของยุโรปที่ชื่อ Austrian Succession นอกจากนี้ยังเขายังผลิตงานที่น่าประทับใจออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น Concerti grossi, Organ concerto, Sonata for violin and Harpsicord, Coronation Anthem for George 2 ฯลฯ มิใยต้องกล่าวถึงถึงอุปรากรของเขากว่าสี่สิบสองเรื่อง

เพลงของแฮนเดิล ที่จะกล่าวในที่นี้คือ ออราโตริโอ หรือ เพลงร้องที่มีลักษณะคล้ายกับอุปรากร มีการบอกเล่าเรื่องราวแต่ไม่มีการแสดงหรือฉากแบบละครเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนอุปรากร ประเภทของการร้องได้แก่การร้องเดี่ยว(เช่นโซฟราโนและเทเนอร์) ร้องประสานเสียงซึ่งผู้ร้องเดี่ยวต่างยืนร้องอยู่หน้าวงดนตรีในคอนเสิร์ต ส่วนวงร้องประสานเสียงยืนอยู่ข้างหลังวงดนตรีดูอลังการ แฮนเดิลแต่งเพลงออราโตริโอหลายบทเช่น Esther, Athalia ,Saul, Israel in Egypt , Samson, Judas Maccabaeus , Solomon และ Jephtha กระนั้นออราโตริโอที่โด่งดังที่สุดของแฮนเดิลก็คือ Messiah (ไม่มี The) หรือ "พระผู้มาโปรดโลก"หรือ พระเยซูนั้นเอง บทเพลงนี้ถูกเขียนขึ้นในปี 1741 ที่บ้านของแฮนเดิลเองกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในช่วงที่แฮนเดิลกำลังทุกข์ทรมานใจเพราะชื่อเสียงของตนกำลังตกต่ำ ผลงานของเขาโดยเฉพาะอุปรากรถูกโจมตีจากพระผู้ทรงอิทธิพลในคริสตจักรว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นศาสนาเช่นเดียวกับโรงละครโคเวนท์การ์เดนที่เขาเป็นผู้อำนวยการก็ถูกกล่าวหามีแต่ผู้เข้าดูที่ไร้เกียรติในสังคม






ผู้เขียนเนื้อร้องของเพลง Messiah คือชาร์ลส์ เจนเนนส์ได้นำเนื้อหามาจากเนื้อพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่ งานสามารถแบ่งเป็นสามส่วนซึ่งบรรยายชีวิตของพระเยซูคริสต์ ส่วนแรกนั้นเกี่ยวข้องกับตอนที่พระองค์ประสูติ ส่วนที่สองลำดับเหตุการณ์ของความทนของพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขน การฟื้นกลับมาและการกลับสู่สวรรค์ และการเผยแพร่คำสอนของพระองค์ ส่วนที่สามนั้นบรรยายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในพระวิวรณ์ที่มีต่อเซนต์จอห์น บทเพลงย่อยในออราโตริโอบทนี้ที่ได้รับความนิยมได้แก่


For Unto Us a Child Is Born

Rejoice Greatly, O Daughter of Zion

I Know That My Redeemer Liveth (ถูกนำมาบรรเลงอยู่บ่อยครั้งในงานศพแบบคริสเตียน)

Behold the Lamb of God

The Trumpet Shall Sound

All we like sheep

ฯลฯ



Messiah ถูกนำออกแสดงเป็นครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิตปี 1742 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตการกุศลในนิวส์มิวสิกฮอลล์ กรุงดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์จนประสบความสำเร็จอย่างสูง ออราโตริโอชิ้นนี้จึงเป็นงานที่ช่วยให้ชื่อเสียงและฐานะการเงินของแฮนเดิลกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง Messiah มักจะถูกแสดงในช่วงอาทิตย์ก่อนวันคริสตมาส และกลายเป็นเพลงร้องประสานเสียงได้ที่นิยมมากที่สุดของโลกตะวันตกจนถึงทุกวันนี้ ผลงานที่พอจะเทียบเคียงได้ก็มี Christmas Oratorio ของบาค

อย่างไรก็ตามเพลงร้องประสานเสียงส่วนที่โด่งดังที่สุดของออราโตริโอบทนี้จนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมแบบประชานิยมดังจะดูได้จากโฆษณาเมืองไทยของขนมขบกรอบชนิดหนึ่งได้ยืมท่อนร้องมาประกอบและภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอย่างเช่น Face/Off ที่ผู้ร้ายปลอมตัวเป็นพระมากำกับวงร้องประสานเสียงซึ่งกำลังร้องเพลงนี้ คือ Hallelujah (อาเลลูยา) หรือคำอุทานเพื่อสรรเสริญพระเจ้า ว่ากันว่าพระเจ้าจอร์จที่สองเมื่อทรงฟังเพลงตอนนี้ได้ยืนขึ้นเพราะความซาบซึ้งพระทัย ทำให้คนอื่นในโรงละครที่กำลังแสดงคอนเสิร์ตก็ต้องลุกตามจนกลายเป็นประเพณีสืบมาว่าเมื่อดนตรีเล่นถึงตอนนี้แล้วคนดูจะต้องลุกขึ้นยืนแต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอีกว่าจริงๆ แล้วการที่พระเจ้าจอร์จทรงลุกขึ้นเพราะความซาบซึ้งพระทัยหรือว่าที่จริงแล้วพระองค์ยืนเพราะเสด็จมาสายหรือว่าพระองค์เพียงต้องการถวายความเคารพต่อพระเจ้าหรือพระองค์ทรงเป็นโรคเก๊าท์จึงต้องลุกเพื่อให้อาการเจ็บทุเลาลง อันนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้



 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2551 19:28:35 น.  

ชีวประวัติของ Ludwig Van Beethoven (ตอนจบ)

เบโธเฟนยอมรับเงื่อนไขนี้ เงินจำนวนนี้ได้ทำให้เขากลายเป็นนักประพันธ์เพลงที่เป็นไทแก่ตนเป็นคนแรก ก่อนหน้านี้ทั้งนักดนตรีและนักประพันธ์เพลง (แม้แต่บาค โมซาร์ต และไฮเดิ้น) เป็นเหมือนกับคนใช้ในบ้านของครอบครัวชนชั้นขุนนางที่ร่ำรวย พวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนกคนใช้ในบ้านที่ไม่สิทธิมากกว่าคนอื่น แค่มีหน้าที่คือประพันธ์เพลงและทำการแสดง ดั้งนั้นเบโธเฟนจึงมีสิทธิที่จะเขียนเพลงได้ตามใจไม่ต้องฟังคำบัญชาอีกต่อไป

ในปี 1812 เบโธเฟนได้ไปบำบัดโรคด้วยน้ำที่เมืองเทพลิทซ์ ซึ่งเขาได้เขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร้อนแรงคือ "The Immortal Beloved" จดหมายนี้ซึ่งถูกพบคู่ไปกับ Heiligenstadt Testament ได้ทำให้คนสงสัยกันอย่างมากมายว่าหญิงคนใดซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในชีวิตของเบโธเฟนไม่ว่าเป็นนักเรียนหรือเพื่อนที่จดหมายนี้เขียนถึง หากไม่มีเอกสารใหม่ๆ ถูกเปิดเผย ความลับนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป

ปลายเดือนกรกฏาคม 1812 เบโธเฟนได้พบกับเกอเธ่ โดยผ่านคนกลางคือเบตติน่า เบรนทาโน่ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองได้ชื่นชมกันและกันอย่างมากแต่ไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไรนัก เกอเธ่เห็นว่าเบโธเฟนนั้นเป็นคน"ที่ดื้อดึงอย่างยิ่งยวด" เบโธเฟนนั้นยกย่องเกอเธ่ เขาได้หยิบเอาบทกวีของยอดกวีมาไว้ในเพลงของเขาหลายเพลง






แล้วผู้อุปถัมภ์คนหนึ่งของเบโธเฟนคือเจ้าชายโลบโกวิทซ์ก็ถังแตก ส่วนเจ้าชายคินสกี้ก็สิ้นพระชนม์จากการตกจากหลังม้า ทายาทของเจ้าชายไม่ยอมช่วยเหลือในเรื่องการเงินให้กับเบโธเฟนอีกต่อไป ทำให้คีตกวีเอกต้องดิ้นรนอย่างหนักในการรักษาความเป็นไทในเรื่องการเงินของตน

บุรุษชาวเช็คนามว่า โจฮันน์ เนโปมุก เมลเซลก็ได้มาทำสัญญากับเบโธเฟน เขาเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องช่วยในการฟังให้กับเบโธเฟนหลายประเภท ในปี 1813 เบโธเฟนได้ประพันธ์เพลง "ชัยชนะแห่งเวลลิ่งตั้น"งานซึ่งถูกเขียนขึ้นมาเป็นการแลกเปลี่ยนกับหนึ่งในอุปกรณ์เหล่านั้นซึ่งช่วยให้เบโธเฟนสามารถผลิตงานได้อย่างเต็มที่

สถาบันทางดนตรีในปี 1814 ได้จัดกลุ่มดนตรีของเบโธเฟนซึ่งรวมไปถึงซิมโฟนีหมายเลขเจ็ดและแปด นี่ยังเป็นเวลาของการเรียบเรียงใหม่ของอุปรากรซึ่งชื่อเดิมคือลีโอนอร่ามาเป็นฟีเดลีโอ งานชิ้นนี้ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จเมื่อออกนำแสดง

ต่อมาสภาของกรุงเวียนนาซึ่งระดมประมุขของรัฐทั้งหลายให้มาประชุมเพื่อตัดสินอนาคตของยุโรปยุคหลังนโปเลียน นี่คือช่วงเวลาแห่งเกียติยศของเบโธเฟน เขาได้รับเชิญให้ไปแสดงที่สภาหลายครั้ง จนได้รับชื่อเสียงและความชื่นชมซึ่งเขาภาคภูมิใจมาก

ในวันที่ 15 พฤจิกายน 1815 คาสปาร์ คลาร์ล น้องชายของเบโธเฟนได้เสียชีวิตลง เขาได้ทิ้งภรรยาซึ่งเบโธเฟนเรียกหล่อนว่า "ราชินีแห่งรติกาล"(ผู้ร้ายในอุปรากรเรื่อง "ขลุ่มวิเศษ"ของโมซาร์ต -ผู้แปล) และบุตรชายชื่อคาร์ลผู้มีอายุเพียงเก้าปี ชีวิตของเบโธเฟนก็เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล น้องชายของเขาเขียนพินัยกรรมว่าเขาปรารถนาจะให้คาร์ลมีผู้ปกครองร่วมกันคือภรรยาและพี่ชายของตน เบโธเฟนได้เข้ามารับบทบาทนี้อย่างจริงจัง แต่ชาวโสดวัยสี่สิบห้าปีผู้ซึ่งหูหนวก็พบว่าเป็นการยากที่จะอยู่ร่วมและเข้าใจเด็กซึ่งกำลังโตเป็นหนุ่มอันก่อให้เกิดปัญหาการขึ้นโรงขึ้นศาลกับมารดาของเด็กรวมไปถึงความขัดแย้งระหว่างเบโธเฟนกับหลานตัวเอง






ในปี 1816 คาร์ล เซร์นีย์ (ลูกศิษย์ของเบโธเฟนและอาจารย์ในอนาคตของฟรานซ์ ลิซท์) ได้มาเป็นครูสอนดนตีให้กับคาร์ล แต่ไม่พบว่าเด็กมีพรสวรรค์อย่างที่เบโธเฟนคาดหวังไว้ ในเวลานี้เบโธเฟนได้เขียนเพลงที่ชื่อ "แด่ที่รักผู้อยูห่างไกล"และได้ร่างธีมแรกสำหรับซิมโฟนีหมายเลขเก้าของเขา

สองปีต่อมา อาร์ชดุ๊ก รูดอล์ฟได้รับการแต่งตั้งเป็นคาร์ดินัลและเบโธเฟนเริ่มประพันธ์เพลงสวดในดีเมเจอร์ของเขา ถึงแม้ในตอนแนะนำผลงานเพลงจะยังไม่พร้อมดีแต่ก็เป็นเพลงที่แสนจะยิ่งใหญ่

จัคโคโน่ รอสสินี่ได้รับชื่อเสียงอย่างมากในกรุงเวียนนาในปี 1822 ซึ่งเขาได้พบกับเบโธเฟน อุปสรรค์ทางภาษาและอาการหูหนวกของเบโธเฟนทำให้พวกเขาได้พูดคุยกันเพียงสั้นๆ คีตกวีชาวเวียนนาสามารถทนทานอุปรากรอิตาเลี่ยนได้ไม่มาก เพราะเขาพบว่ามันขาดความจริงจัง

ซิมโฟนีหมายเลขเก้าเสร็จสมบูรณ์ในปี 1823 พร้อมกับมิสซา โซเลมนิส ฟรานซ์ ลิซต์ ซึ่งอายุเพียงสิบเอ็ดขวบพบกับเบโธเฟนซึ่งมาชมคอนเสิร์ตของเขาในวันที่สิบสามเมษายน เบโธเฟนแสดงความยินดีกับนักดนตรีหนุ่มน้อยอย่างจริงใจ ต่อมาลิซท์ได้แปลงซิมโฟนีทุกหมายเลขของเบโธเฟนให้กลายเป็นเพลงบรรเลงเปียโน

วันที่ 7 พฤษภาคม 1824 คือเวลาของการเปิดแสดงซิมโฟนีหมายเลขเก้าเป็นครั้งแรกแม้ว่าจะพบกับความยากลำบากและปัญหาในท่อนร้อง แต่คอนเสิร์ตก็ประสบความสำเร็จ โชคไม่ดีที่รายได้ไม่ค่อยมากนัก ปัญหาทางการเงินได้บั้นทอนเบโธเฟนอย่างมาก เขามักจะเก็บเงินไว้เสมอแต่ไว้เพื่อหลานของตน

แล้วเขาก็ประพันธ์เพลงควาร์เท็ตส์ (เพลงที่มีเครื่องดนตรีเล่นสี่ชิ้น-ผู้แปล)เป็นชุดสุดท้ายซึ่งยากในการรับฟังแม้สำหรับคนฟังในยุคปัจจุบันซึ่งรู้ว่าวิธีการตีความงานชิ้นอื่นๆ ของเขา เบโธเฟนยังเริ่มประพันธ์ซิมโฟนีหมายเลขสิบ

ในปี 1826 เบโธเฟนเป็นไข้หวัดขณะกลับมาจากบ้านของน้องชายหลังจากทั้งคู่ทะเลาะกันอีกครั้ง อาการป่วยได้ทำให้ปัญหาสุขภาพในด้านอื่นของเขาซึ่งไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไรย่ำแย่ลง เบโธเฟนถึงแก่กรรมท่ามกลางบรรดาเพื่อนสนิทของเขาในวันที่ 26 มีนาคม 1827 ขณะที่พายุกำลังก่อตัวขึ้น

งานศพของเบโธเฟนถูกจัดในโบสถ์โฮลี่ไทรนิตี้ คาดว่ามีคนระหว่างหนึ่งหมื่นถึงสามหมื่นคนเข้าร่วม ฟรานซ์ ชูเบิร์ตแฟนคลับตัวยงแต่ขี้อายของเบโธเฟนได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้แบกโลงศพของคีตกวีเอกไปพร้อมกับนักดนตรีคนอื่นๆ ถึงแม้ทั้งเขาและผู้ตายจะไม่สนิทกันก็ตาม ชูเบิร์ตได้ถึงแก่กรรมในอีกหนึ่งปีต่อมาร่างของเขาถูกฝังใกล้กับหลุมฝังศพของเบโธเฟน



 

Create Date : 21 สิงหาคม 2551
Last Update : 21 สิงหาคม 2551 16:23:00 น.  

สุดยอดห้าอุปรากรในดวงใจ (ภาคสาม)

ตอนแรกตั้งใจจะแปลชีวประวัติของเบโธเฟนแต่ก็เปลี่ยนใจกลับมาสู่ตอนสามของอุปรากรในดวงใจเสียก่อน คงไม่ว่ากันนะครับ






1.Aida

คีตกวี จูเซฟเป้ เวอร์ดี้
คนเขียนบท อันโตนีโอ้ กิสลานโซนี่
ออกแสดงครั้งแรก เคดิเวียล์ โอเปร่า เฮาส์ กรุงไคโร วันที่ 24 ธันวาคม 1871

อุปรากรสี่องก์เรื่องนี้สอดคล้องกับทฤษฏี Orientalism ของเอดวาร์ด ซาอิสที่ว่าภาพของคนตะวันออกจำนวนมากถูกสร้างจากตะวันตก นั้นคือคนเขียนเป็นอิตาเลี่ยนแต่มาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอียิปต์ซึ่งถือว่าอยู่ในโลกซีกตะวันออก (แต่ความจริงอียิปต์มีอิทธิพลต่อกรีกและกรีกเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอารยธรรมตะวันตก) เวอร์ดี้ได้รับการจ้างจากเจ้าชายของอียิปต์ให้เขียนอุปรากรเรื่องนี้ด้วยเงินถึงแสนห้าหมื่นฟรังค์ และมักจะเป็นความเข้าใจผิดว่าอุปรากรเรื่องนี้ถูกนำไปเปิดคลองซูเอสในปี 1869 อย่างไรก็ตาม Aida ถือได้ว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเวอร์ดี้ มันมีฉากคืออียิปต์โบราณราเดเมสนักรบหนุ่มได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากองค์ฟาโรห์ให้นำทัพอียิปต์ไปต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกรของเอธิโอเปีย องค์ฟาโรห์มีธิดาผู้เลอโฉมนามว่าอันเนอริส ซึ่งตกหลุมรักราเดเมส แต่ราเดเมสกลับไปมีจิตปฏิพัทธ์กับไอด้า ธิดาของกษัตริย์แห่งเอธิโอเปียซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันและได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีในราชสำนักของฟาโรห์ เมื่ออันเนอริสทราบความจริงก็อิจฉาริษยาไอด้าเป็นยิ่งนัก

ต่อมาราเดเมสก็ได้ชัยชนะเหนือกองทัพเอธิโอเปีย จึงจับเชลยรวมไปถึงตัวกษัตริย์อโมนาสโร่กลับไปยังอียิปต์ ราเดเมสแสดงความเป็นคนดีโดยการขอแลกชีวิตของคนเหล่านั้นกับรางวัลของตัวเองที่ได้รับจากการเป็นแม่ทัพ แต่เขาก็ต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับอันเนอริส ต่อมาอโมนาสโร่ในฐานะตัวประกันยังหวังที่ใช้ไอด้าในการล่อหลอกให้ราเดเมสบอกจุดยุทธศาสตร์ทางทหารให้กับตนในขณะที่ราเดเมสกับไอด้าตกลงจะหนีตามกันไป สุดท้ายราเดเมสถูกทางการเข้าใจผิดว่าทรยศต่ออียิปต์จึงถูกลงโทษให้ถูกขังในห้องใต้วิหารจนตายถึงแม้อันเนอริสจะพยายามช่วยชายที่พระองค์รักแต่ที่ราเดเมสไม่ยอมรับความช่วยเหลือนั้นเพราะต้องเปิดเผยความจริงซึ่งจะทำให้ไอด้าต้องพบกับชะตากรรมเดียวกับตน แต่ในตอนจบของเรื่องไอด้าก็แอบหนีเข้าไปอยู่กับราเดเมสจนทั้งคู่สิ้นลมไปพร้อมกัน

บทเพลงอันน่าประทับใจ เพลงเดี่ยวของราเดเมส คือ Celeste Aida เพลงร้องประสานเสียงหมู่ Gloria all'Egitto, ad Iside และ O Re: pei sacri Numi! .. Gloria all'Egitto เพลงร้องคู่ระหว่างราเดเมสกับไอด้าขณะอยู่ในคุกใต้ดิน La fatal pietra sovra me si chiuse






2.Die Entfuhrung aus dem Serail
คีตกวี วูฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ต
คนเขียนบท ก็อตลิบ สเตฟานี่ ดัดแปลงจากงานของคริสโตฟ ฟรีดริก เบรทซ์เนอร์
ออกแสดงครั้งแรก เบิร์กเทียรเธ่อ กรุงเวียนนา 16 กรฏาคม 1782

หากใครได้ดูเรื่อง Amadeus ก็จะทราบดีว่ามีฉากของอุปรากรนี้อยู่สองฉากนั้นคือนักร้องหญิงของสเลียเย่ที่ถูกโมซาร์ตแย่งตัวไปและร้องเสียสูงจนแสบแก้วหูและมาถึงฉากที่ตัวละครในอุปรากรเต้นรำกันบนท่าเรือก่อนที่จักรพรรดิ์จะเสด็จขึ้นไปพระราชทานดอกไม้ให้กับนางเอกในตอนจบ ตามความจริง อุปรากรเรื่องนี้ที่มีฉากอันแปลกใหม่ที่โมซาร์ตนำมาให้คนดูในกรุงเวียนนาในยุคนั้นได้ฮือฮากันคือฉากของฮาเร็มที่จำลองมาจากอาณาจักรอ๊อตโตมัน(ต่อมาเป็นประเทศตุรกี) ซึ่งอดีตเคยเป็นศัตรูของออสเตรีย อุปรากรที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษคือ Abduction from the Seraglio นี้ยังเป็นผลผลิตจากความพยายามของพระเจ้าโจเซฟที่สองในการผลักดันให้อุปรากรหันมาใช้ภาษาเยอรมันเพราะก่อนหน้านี้ล้วนแต่เป็นภาษาอิตาเลี่ยนหรือไม่ก็ฝรั่งเศส อุปรากรสี่องค์เรื่องนี้ได้รับความนิยมและสร้างชื่อเสียงให้กับโมซาร์ตซึ่งขณะนั้นอายุเพียงยี่ห้าปีเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังเป็นรองอุปรากรเรื่องอื่นในยุคหลังๆ ของเขา

Die Entfuhrung aus dem Serail มีตัวเอกคือเบลมอนท์ซึ่งสืบหาคู่หมั้นคู่หมายของเขาคือคอนสเทนซ่าและบลอนด์เชน คนใช้ชาวอังกฤษที่ถูกพวกโจรสลัดจับตัวไปขายให้กับเจ้าเมืองนามว่าเซลิม ในที่สุดเขาก็ได้ไปถึงตำหนักของเซลิมและได้พบกับเปเดริลโล คนใช้ของเขาเองซึ่งแอบแฝงตัวเข้าไปทำงานในนั้น ทั้งคู่จึงวางแผนจะลักพาตัวคอนสเตนซ่าและบลอนด์เชนซึ่งรักใคร่อยู่กับเปเดริลโล อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็พบกับการขัดขวางจากออสมินนักเลงตัวโต คนใช้ของเซลิมซึ่งพยายามตื้อขอความรักจากบลอนด์เชน เหตุการณ์ต่อมาจึงชุลมุนวุ่นวายน่าดูแต่เป็นในเชิงขบขันเสียมากกว่า สุดท้ายเรื่องก็จบลงอย่างแอปปี้เอ็นดิ้งคือเซลิมนั้นแท้จริงเป็นคนมีคุณธรรมยอมปล่อยให้คนทั้งสี่กลับบ้านเกิดเมืองนอนโดยสวัสดิภาพ ด้วยเนื้อเรื่องที่คล้ายคลึงกันนี้ เข้าใจว่าโมซาร์ตคงจะพัฒนาเรื่องนี้เป็น The Magic Flute (1791) แต่เรื่องหลังมีพัฒนามากกว่าด้วยพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนกินใจและมีปรัชญาชีวิตอันลุ่มลึก

บทเพลงอันน่าประทับใจ เพลงร้องเดี่ยวของเบลมอนท์ Hier soll ich dich denn sehen เพลงร้องเดี่ยวของออสมิน Solche hergelaufne Laffen เพลงร้องเดี่ยวของคอนสนเทนซ่า Martern aller Arten และ เพลงร้องประสานเสียง Never will I thy kindness forget (ทั้งสองเพลงนี้อยู่ในภาพยนตร์ Amadeus ด้วย)







3.Manon Lescaut
คีตกวี จักโคโม ปุชชินี่
คนเขียนบท มีทั้งหมดห้าคน
ออกแสดงครั้งแรก เดอ ทีโทร เรจิโอ เมืองตูริน 1 กุมภาพันธ์ 1893

อุปรากรสี่องก์เรื่องนี้สร้างมาจากนวนิยายชื่อ L’histoire du chevalier des Grieux et de Manon Lescaut โดยอับเบ่ เปรโวสท์ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี 1731 ตัวปุชชินี่เองไม่สนใจว่าจะมีคีตกวีชื่อดังคนอื่นหยิบนวนิยายเรื่องนี้มาทำเป็นอุปรากรเสียก่อนเพราะเขาประทับใจต่อบุคลิกบางประการของตัวนางเอกซึ่งมีชื่อและนามสกุลเดียวกับเรื่องนั้นเอง ผลก็คือเป็นอุปรากรที่สร้างชื่อให้กับปุชชินีเป็นอย่างมากก่อนที่ผลงานชิ้นเอกอื่นๆ ของเขาคือ La boheme (1896) Tosca (1900) และ Madama Butterfly (1904) จะทะยอยตามมา องก์แรกเปิดฉากมาก็คือบริเวณประตูใหญ่ของเมืองอามีนส์ ฝรั่งเศส กลุ่มคนหนุ่มสาวนั่งเล่นการพนันร่ำสุรากันอันมีเบลมองโดและเดส กรีเออส์สองสหายรวมอยู่ด้วย มีรถม้ามาจอดตรงประตูผู้ก้าวลงมาคือเลสเกาท์ผู้เป็นพี่ชายและน้องสาวคือมาน่อง พร้อมกับนายพลอาวุโสนามว่าเจรอนท์ เดอเรวัวร์ เพียงแค่ได้สบตา เดอ กรีเออส์และมาน่องก็ตกหลุมรักกันและกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่ว่าตัวเจอรอนท์นั้นก็หลงรักมาน่องอยู่ก่อนแล้ว เลสกาท์บอกกับเจรอนท์ว่าบิดาของเขาตั้งใจจะให้เธอไปบวชเป็นแม่ชี ด้วยความเสียดายโคเฒ่าจึงวางแผนจะลักพาตัวมาน่อง

ความล่วงรู้ถึงหูของเบลมองโด เขาจึงบอกให้เดอ กรีเออส์พามาน่องหนีไป แต่เรื่องน่าเศร้าคือเมื่อเงินของเดอ กรีเออส์หมด มาน่องก็กลับมาเสวยสุขกับนายพลเฒ่าที่อาพาร์ตเมท์หรูหรากลางกรุงปารีส แต่แล้วเธอก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับความสุขสบายอันไร้สาระนี้ ที่สำคัญมาน่องยังคงรักเดอ กรีเออส์อยู่เสมอ เมื่อชายหนุ่มแอบมาหาเธอถึงอาพาร์ตเมท์ เธอจึงตกลงใจที่จะหนีตามเขาไป แต่เจอรอนท์ทราบเรื่องเสียก่อนจึงพาทหารมาจับกุมตัวมาน่องไปเข้าคุกพร้อมตั้งข้อหาขโมยเครื่องเพชรของเขา ถึงแม้เดอ กรีเออส์จะพยายามติดสินบนยามแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ในที่สุดเธอพร้อมกับพวกนักโทษที่เป็นอดีตโสเภณี ก็ถูกเนรเทศไปอยู่ที่อเมริกา เดอ กรีเออส์สามารถตามไปอยู่กับมาน่องบนเรือได้ ทั้งคู่ตั้งหลักปักฐานที่เมืองนิว ออลีนส์ แต่ด้วยนิสัยชอบความหรูหราของมาน่องอีกเช่นเคยทำให้เดอ กรีเออส์ต้องก่ออาชญากรรม ทั้งคู่จึงหนีออกนอกเมืองและหลงทางในทะเลทราย ในที่สุดมาน่องก็ยืนยันความรักของเธอที่มีต่อเดอ กรีเออส์ก่อนจะสิ้นใจในอ้อมกอดของเขา

บทเพลงอันน่าประทับใจ เพลงร้องระหว่างเดอ กรีเออส์กับมาน่อง และเลสกาล Cortese damigella เพลงร้องเดี่ยวของ เดอ กรีเออส์ Donna non vidi mai เพลงร้องคู่ระหว่างเดอ กรีเออส์กับมาน่อง Fra le tue braccia, amore







4.La forza del destino

คีตกวี จูเซฟเป้ เวอร์ดี้
คนเขียนบท ฟรานซิสโก้ มาเรีย ปีอาพ
ออกแสดงครั้งแรก บอลชอย คาเมนนีย์ เทียรเทอระ ของนครเซ็นปีเตอร์สเบิร์ก วันที่ 10 พฤศจิกายน 1862

อุปรากรสี่องก์เรื่องนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The Force of Destiny หรืออำนาจแห่งโชคชะตา ดัดแปลงมาจาก Don Alvaro o La Fuerza de Sino โดยอังเกิ้ล เดอ ซาเวดร้า ตีพิมพ์ในปี 1835 อาจจะด้วยชื่อที่ดูแรงกระมัง หลังจากออกแสดงครั้งแรกที่รัสเซียแล้วเวอร์ดี้ต้องเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบางตอนอีกหลายครั้งหรือแม้แต่เพลงโหมโรง แต่ก็ถือว่าได้อุปรากรเรื่องนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดเรื่องของเขาและเวอร์ชั่นที่ถูกนำแสดงออกที่ลา สกาลา มิลานเจ็ดปีหลังจากรัสเซียถือได้ว่ามีเนื้อหาที่มาตรฐานที่สุดแต่เนื้อเรื่องต่อไปนี้เป็นฉบับรัสเซียที่คนเขียนได้ดูมา ฉากของเรื่องคือเมืองเซวิลล์ สเปน ตัวเอกของเรื่องคือ ดอน อัลวาโร่ ขุนนางหนุ่มที่มีเชื้อสายเผ่าอินคาจากเปรู ได้ตกหลุมรักดอนน่า ลีโอนอร่า ลูกสาวของมาคีส์แห่งคาลาทราว่า แต่บิดาหาได้ชอบชายหนุ่มไม่เพราะต้องการให้ลูกสาวไปได้กับผู้ชายที่ชาติตระกูลดีกว่า อัลวาโร่แอบขึ้นไปหาดอนน่าที่ห้องนอนเพื่อจะพาเธอหนี แต่ขุนนางเฒ่ารู้เข้าเสียก่อนจึงพาลูกน้องมาขัดขวาง อัลวาโร่ต้องการพิสูจน์ความจริงใจจึงเอาวางปืนลงบนโต๊ะแต่เกิดลั่นขึ้นมาทำให้ท่านมาคีส์เสียชีวิตแต่ก่อนสิ้นลมก็สาปแช่งลูกสาว หนุ่มสาวเลยต้องพรากจากกัน

ตัวละครอีกตัวคือดอน คาร์โล่ พี่ชายของลีโอนอร่าประกาศว่าจะล้างแค้นให้กับพ่อของเขาโดยการเอาเลือดของหนุ่มสาวมาเซ่น เขาได้ปลอมตัวเป็นนักศึกษาหนุ่มและเข้าร่วมเป็นทหารกับกองทัพของสเปน ส่วนลีโอนอร่านั้นแอบหนีไปบวชเป็นนักบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง คาร์โล่บังเอิญได้พบกับอัลวาโร่ในสมรภูมิเดียวกัน อัลวาโร่ช่วยชีวิตเขาไว้ ทั้งคู่จึงกลายเป็นเพื่อนสนิททั้งที่ไม่รู้จักตัวจริงของกันและกัน ครั้งหนึ่ง อัลวาโร่บาดเจ็บสาหัสจึงมอบหมายให้คาร์โล่ช่วยทำลายจดหมายในกล่องให้หมด แต่คาร์โล่แอบอ่านจดหมายเหล่านั้นและพบภาพถ่ายของลีโอนอร่าจึงได้รู้ว่าเพื่อนรักแท้จริงคือศัตรูหมายเลขหนึ่งนั้นเอง โชคดีว่าอัลวาโร่ไม่ตายเมื่อหายดีแล้ว คาร์โล่ก็ได้แสดงตนและท้าดวลกับเพื่อน อัลวาโร่ทำให้คาร์โล่สิ้นสติไปแต่เข้าใจว่าเพื่อนตายแล้วจึงหนีไปบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับถ้ำที่ลีโอนอร่าถือศีลอยู่ แต่คาร์โล่ก็ตามจนเจออัลวาโร่และบังคับให้ท้าดวลอีก คาร์โล่บาดเจ็บสาหัส อัลวาโร่ซึ่งยังรักเพื่อนอยู่รีบไปที่ถ้ำเพื่อขอความช่วยเหลือและได้พบกับลีโอนอร่าอีกครั้ง ทั้งคู่จึงมีความสุขแต่เพียงสั้นๆ เมื่อลีโอนอร่าเข้าไปประคองกอดพี่ชายซึ่งจำเธอได้จึงเอามีดแทงเธอจนเสียชีวิตด้วยกันทั้งคู่ อัลวาโร่เสียใจมากจึงโดดเหวเสียชีวิตตามไปอีกคน

เพลงที่น่าประทับใจ เพลงร้องเดี่ยวของลีโอนอร่า pellegrina ed orfana เพลงร้องคู่ระหว่างอัลวาโร่และคาร์โล่ Solenne in quest'ora เพลงร้องเดี่ยวของลีโอนอร่า Pace, pace mio Dio!







5.Die Meistersinger von Nurnberg
คีตกวี ริชาร์ด แว๊คเนอร์
คนเขียนบท ริชาร์ด แว๊คเนอร์
ออกแสดงครั้งแรก เคนิกลิกเชส ฮอฟ อุนด์ นาซิโยนนัล ทีเทอร์ 21 มิถุนายน 1868

อุปรากรสามองก์พร้อมความยาวห้าชั่วโมงของแว๊คเนอร์เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอุปรากรในช่วงที่สามในชีวิตเขาที่ได้รับความนิยมที่สุดเรื่องหนึ่ง (อุปรากรทั้งหลายของเขาถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงชีวิต) แต่มักจะถูกกลบรัศมีโดย Tristan und Isolde (1859) และDer Ring des Nibelungen ทั้งสี่ตอน เป็นเรื่องน่าทึ่งว่าแว๊คเนอร์สามารถผสมผสานปรัชญาอันลุ่มลึกของนักปรัชญาคนโปรดคืออาร์เทอร์ โชเปนฮาวเออร์ เข้ากับเนื้อเรื่องที่ไม่จริงจังเหมือนกับอุปรากรเรื่องอื่นของเขา อุปรากรนั้นสร้างมาจากสถานที่และเวลาจริง ๆคือเมืองนูเร็มเบิร์ก เยอรมันในศตวรรษที่สิบหกเมืองนี้เจริญรุ่งเรืองมากจนได้เป็นศูนย์กลางของยุคเรเนสซองก์ของยุโรปทางเหนือ มีการตั้งสมาคมของบรรดานักร้องและกวีสมัครเล่นซึ่งมาจากชนชั้นกลาง และยังมีการประกวดแข่งขันกันจริงๆ จังๆ ด้วยและอุปรากรยังมีตัวเอกซึ่งสร้างมาจากคนจริงๆ คือฮัน ซักส์ ผู้ซึ่งเป็นช่างซ่อมรองเท้าและกวีไปพร้อมๆ กัน แต่พระเอกของอุปรากรเรื่องหนึ่งคือ เวลเธอร์ วอน สตอลซิง อัศวินหนุ่มจากฟรานโคเนียซึ่งตกหลุมรักอีวาลูกสาวของช่างทองไวท์ โปกเนอร์ แต่ไวท์ประกาศว่าจะให้ลูกสาวของตนเป็นรางวัลแก่นักร้องที่ชนะในเทศกาลฉลองฤดูร้อน เมตดาลินนาสาวใช้ของอีวาจึงให้คู่รักของเธอคือเดวิดซึ่งเป็นลูกศิษย์ของฮัน ซักส์มาติวให้สตอลซิงร้องเพลง แต่เนื่องจากอัศวินหนุ่มชอบร้องเพลงแหกฉันทลักษณ์ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้

น่าตลกที่ว่ามีผู้มีคุณสมบัติในการเข้าแข่งเพียงคนเดียวซิกตุส เบ็คเม็ซเซอร์ เสมียนประจำเมืองวัยกลางคนซึ่งมีจิตปฏิพัทธ์ต่ออีวาเป็นอย่างยิ่งแต่ก็สร้างความวุ่นวายให้กับชาวเมืองพอดู อย่างไรก็ตามตัวเอกอีกคนคือฮัน ซักส์ซึ่งเป็นทั้งกวีและช่างซ่อมรองเท้าและยังเป็นที่เคารพจากชาวเมืองเมืองเกิดความประทับใจในตัวเวลเธอร์จึงให้การช่วยเหลือ สนับสนุนอัศวินหนุ่ม จนในที่สุดเวลเธอร์ก็สามารถเอาชนะใจของชาวเมืองในงานการประกวดซึ่งเบ็คเม็ซเซอร์ผู้เข้าแข่งเพียงคนเดียวกลับล้มเหลว พระเอกจึงได้แต่งงานกับนางเอกท่ามกลางเสียง สรรเสริญชื่นชมของชาวเมืองที่มีต่อฮัน ซักส์ ว่ากันว่าเบ็คเม็ซเซอร์ ผู้ร้ายของเรื่อง ตัวแทนของนักวิจารณ์เพลงที่แว๊กเนอร์ต้องการใช้ล้อเลียนหรือว่ามีเชื้อสายยิวอันเป็นตัวแทนของลัทธิต้านยิวที่เป็นความคิดสำคัญของแว๊คเนอร์ อุปรากรเรื่องนี้จึงได้รับการเชิดชูจากรัฐเยอรมันอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะสมัยฮิตเลอร์และยังถูกใช้สำหรับการโฆษณาชวนเชื่อรวมไปถึงการเฉลิมฉลองของพวกนาซีด้วย

บทเพลงอันน่าประทับใจ เพลงโหมโรง (ดังที่สุด) เพลงร้องประสานเสียงในโบสถ์ Da zu dir der Heiland kam เพลงร้องของเวลเธอร์เกี่ยวกับความรัก Fanget an! เพลงร้องของซักส์ Wahn! Wahn! uberall Wahn!)

 

Create Date : 01 สิงหาคม 2551
Last Update : 1 สิงหาคม 2551 10:24:00 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

Johann sebastian Bach

Location :

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

Alternative Blog for another world view

 
Friends' blogs
[Add Johann sebastian Bach's blog to your weblog]
Links
 

 

 


Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.