Group Blog

 
All Blogs

 

ดีวีดีการแสดงดนตรีที่น่าชมสำหรับเทศกาลคริสต์มาส

วันก่อนไปป้วนเปี้ยนแถวร้านเช่าดีวีดีภาพยนตร์ ได้คุยกับฝรั่งผู้หญิงแก่ๆ คนหนึ่งซึ่งเป็นคนสวีเดน แกชมว่าเมืองไทยถึงแม้จะมีชาวคริสต์ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์แต่ก็ฉลองวันคริสต์มาสได้สนุกสนานมีชีวิตชีวามาก ผมก็บอกว่าวัฒนธรรมไทยค่อนข้างยืดหยุ่น เปิดรับต่อวัฒนธรรมต่างชาติได้ง่ายโดยเฉพาะวัฒนธรรมอันสนุกสนาน ตระการตา (ส่วนวัฒนธรรมต่างชาติที่ไม่สนุกสนานตระการตาแต่มีประโยชน์อันนี้พวกเราอาจจะมองข้ามไปบ้าง แฮ่ม) ผมก็หันมามองตัวเองที่เป็นชาวพุทธแต่ไปเรียนในโรงเรียนที่ก่อตั้งโดยมิชชันนารีนิกายเพรสไบทีเรียนตั้งสิบเอ็ดปี ถูกเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนศาสนานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยหลวมตัวสักที แต่การอยู่ด้วยนานๆ ก็ทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับเทศกาลคริสต์มาสเป็นพิเศษเพราะเป็นช่วงที่สวยงามและเพลิดเพลินที่สุดในวัยเด็กจนมาถึงวัยรุ่นตอนต้น เนื่องจากพวกเราคงคุ้นเคยกับเพลงโหลแบบได้ใจอย่างเช่น Jingle Bells หรือ Joy to the World ฯลฯมาเสียมาก ก็เลยขอมาเป็นเพลงที่พวกเราอาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไร แต่ผมเคยได้ยินมามากตอนเรียนที่โรงเรียนและมาฟังเอาจริงจังตอนใกล้วัยกลางคนแล้ว นั้นคือเพลงแมสหรือเพลงสวดของชาวคริสต์ในโบสถ์ขณะทำพิธี







(โบสถ์เซนต์สตีเฟน)


บทความต่อไปนี้เกี่ยวกับดีวีดีการแสดงดนตรีที่น่าสนใจมากแม้ว่าจุดประสงค์ของคอนเสิร์ตจะไม่ใช่ฉลองวันคริสต์มาสแต่ก็เกี่ยวข้องกับทางศาสนาและทุกเพลงยังไพเราะ มีความงดงามทางจิตวิญญาณ นั้นคือ A Mozart Celebration ที่ขับร้องโดย Vienna Boy's Choir หรือกลุ่มร้องประสานเสียงของเด็กผู้ชายอันมีอีกชื่อว่า The Wiener Saengerknaben วงร้องประสานเสียงวงนี้ไม่ใช่ธรรมดาเพราะมีอายุกว่าห้าร้อยปีแล้ว เป็นวงที่สมาชิกบางคนต่อมาได้เป็นคีตกวีคนสำคัญของโลกคือฟรานซ์ โจเซฟ ไฮเดิน และฟรานซ์ ชูเบิร์ต นอกจากนี้ทางวงยังเคยร่วมงานกับโมซาร์ตในหลายๆ ชิ้น วงนี้ร้องร่วมกับวงดนตรี Vienna Radio Symphony Orchestra โดยมีเบอร์ทราน เดอ บิลลี่เป็นวาทยกร และวงประสานเสียงของผู้ใหญ่ที่ชื่อ Chorus Viennensis และนักร้องอุปรากรเสียงโซฟราโนชื่อดังคือแซนดรีน เปียว

เนื่องจากเป็นการแสดงดนตรีที่จัดในปี ค.ศ.2006 เพื่อฉลองครบรอบโมซาร์ทอายุสองร้อยห้าสิบปี (โมซาร์ทเกิดในปี ค.ศ.1756) เพลงทั้งหมดจึงเป็นของเขา และสถานที่จัดคอนเสิร์ตก็เป็นโบสถ์เซนต์สตีเฟน กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โบสถ์นี้เป็นสถานที่โมซาร์ทแต่งงาน เป็นสถานที่จัดพิธีศีลจุ่มลูกชายคนหนึ่งของเขา แถมยังเป็นสถานที่จัดงานศพของตัวโมซาร์ทเอง ความจริงแล้วดีวีดีมีสารคดีเกี่ยวกับโมซาร์ทที่ชื่อ "Mozart in Vienna"ด้วยแต่เสียดายที่ดีวีดีของผมเป็นแผ่นปลอมจึงมีเพียงตัวคอนเสิร์ตเท่านั้น

เพลงของโมซาร์ทที่เล่นในคอนเสิร์ตมีดังต่อไปนี้


1. Mass in C major, K 317 "Coronation"

ปีที่เขียน ค.ศ. 1779 ที่เมืองซาร์ลเบิร์ก ออสเตรีย เพลงสวดเพลงนี้เป็นเพลงที่ผมฟังเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนและถือว่าไพเราะและได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาเพลงสวดทั้งหลาย สามารถเทียมเท่าได้กับ Missa in C minor (K. 427) และ Requiem in D minor (K. 626)ของโมซาร์ทเองก็ว่าได้ ว่ากันว่าโมซาร์ตแต่งเพลงนี้ในพิธีฉลองการสวมมงกฎรูปปั้นพระนางมาเรียในโบสถ์มาเรีย แปลนที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองซาลซ์บูร์ก


เพลงมีฉันทลักษณ์ดังต่อไปนี้

1.Kyrie

2.Gloria

3.Credo

4.Sanctus

5.Benedictus

6.Agnus Dei







(โบสถ์เซนต์สตีเฟน)



2.Church Sonata for Organ and Strings no 14 in C major, K 278 (271e)

ปีที่เขียน ค.ศ. 1777 ที่เมืองซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย


3.Church Sonata for Organ and Strings no 16 in C major, K 329 (317a)

ปีที่เขียน ค.ศ. 1777 ที่เมืองซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย


4.Mass in C minor, K 427 (417a) "Great": Credo


ปีที่เขียน ค.ศ. 1782-1783 ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย


5.Mass in C minor, K 427 (417a) "Great": Et incarnatus est

ปีที่เขียน ค.ศ. 1782-1783 ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย


6.Vesperae de Dominica, K 321: Laudate Dominum

นักร้อง ซาดรีน เปียว

ปีที่เขียน ค.ศ. 1779 ที่เมือง ซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย


7.Ave verum corpus in D major, K 618

ปีที่เขียน ค.ศ. 1791 ออสเตรีย


8.Litaniae Lauretanae, K 195: Agnus Dei

นักร้อง ซาดรีน เปียว

ปีที่เขียน ค.ศ. 1774 ที่เมือง ซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย








(วู๊ฟกัง อเมเดอุส โมซาร์ท)




ขอบคุณแหล่งข้อมูล ArkivMusic.com

 

Create Date : 25 ธันวาคม 2552
Last Update : 25 ธันวาคม 2552 15:47:14 น.  

เพลงไพเราะเหมาะยามเช้า

เช้านี้ที่เชียงใหม่อากาศดี สูดอากาศเข้าปอดได้เต็มที่ถ้าเพื่อนบ้านไม่เผาใบไม้ส่งควันมาทักทายเสียก่อน ฝนตกเมื่อคืนทำให้อากาศไม่หนาวเหมือนสองสามอาทิย์ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นเย็นแกมชื้นไปเสีย ยามสายแสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามาสะท้อนกับหยาดน้ำค้างบนใบไม้เป็นประกาย ทำให้ผมนึกถึงเพลงคลาสสิกที่ตัวเองมักชอบเอามาเปิดฟังเพื่อเฉลิมฉลองความสดใส มีพลัง ต่อไปนี้เป็นห้าบทเพลงที่ผมเห็นว่าไพเราะเหมาะที่สุดสำหรับยามนี้


1.Concerti grossi

Concerti grossi เป็นเพลงที่ถูกบรรเลงโดยวงดนตรีขนาดกลางอยู่ระหว่างวงที่มีเครื่องดนตรีน้อยชิ้นกับวงออร์เคสตร้าวงใหญ่ เพลงรูปแบบนี้ถือกำเนิดในยุคดนตรีบาโรค คตีกวีที่แต่ง Concerti grossi ได้ไพเราะและได้รับความนิยมที่สุดคือ George Friderich Handel(1685-1759) ชาวเยอรมันที่ไปได้ดิบได้ดีในราชสำนักอังกฤษ เรียงลำดับผลงานตั้งแต่ HWV 312-335 ทั้งหมดถูกประพันธ์ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันทั้งหมดล้วนแต่ไพเพราะทั้งสิ้น









2.Chanson de Matin, Op. 15 No. 2

เพลงนี้เป็นของคีตกวีชาวอังกฤษคือ ท่านเซอร์ Edward Elgar (1857–1934) Chanson de Matin เป็นชื่อภาษาฝรั่งเศสแปลว่า "คีตะแห่งรุ่งอรุณ" เริ่มแรกเป็นบทเพลงสำหรับไวโอลินและเปียโนและต่อมาถูกนำมาบรรเลงโดยวงใหญ่โดยตัวเอลก้าเอง เพลงนี้ถูกประพันธ์ประมาณ ปี ค.ศ.1889 ถึง 1890 นับได้ว่ามีความไพเราะไม่แพ้กับ Salut d'amour เพลงยอดนิยมที่สุดของเอลก้าแม้แต่น้อย







3.Horn concerto nos.2 และ nos.3 oboe concerto และ Bassoon Concerto

เพลงนี้เป็นของคตีกวีชาวออสเตรียคนดังยุคคลาสสิกคือ Wolfgang Amadeus Mozart (1756-1791) เป็นเพลงบรรเลงระหว่างวงออร์เคสตร้ากับเครื่องดนตรีที่ไม่โดดเด่นเท่ากับเปียโนหรือไวโอลินอันได้แก่ฮอร์น โอโบ และบาซซูน แต่เพลงนุ่มนวล ฟังสบาย

Horn concerto nos.2 K. 417 ถูกประพันธ์ในช่วงปี ค.ศ.1783

Horn concerto nos.3 K. 447 ถูกประพันธ์ในช่วงปี ค.ศ.1784-1787

Oboe concerto K.314 ถูกประพันธ์ในช่วงปี ค.ศ.1777–1778

Bassoon Concerto Bassoon Concerto K. 191 ถูกประพันธ์ในช่วงปี ค.ศ.1774








4.Goldberg Variations BWV 988

เพลงนี้เป็นของคตีกวีชาวเยอรมันที่ถือว่าเป็นเจ้าพ่อของดนตรียุคบาโรคคือ Johann Sebastian Bach (1685 -1750) เป็นชุดรวมเพลงบรรเลงฮาร์ฟซิคอร์ดสามสิบเพลง ถูกประพันธ์ในช่วงก่อนปี ค.ศ.1741 นักดนตรีที่บรรเลงเพลงชุดนี้ของบาคได้ดีที่สุดคือเกลนน์ กู๊ด นักเปียโนชาวแคนนาดา เขาบันทึกเสียงการแสดง Goldberg Variations เป็นครั้งแรกใน ปี ค.ศ. 1955 ซึ่งถือว่าเป็นงานชิ้นสำคัญของวงการดนตรีคลาสสิกเลย








5.Piano Quartet in G Minor ,op.25

เพลงนี้เป็นของคีตกวีชาวเยอรมันอีกเช่นกันแต่อยู่ในยุคโรแมนติกคือ Johannes Brahms (1833– 1897) ประพันธ์ในช่วงปี ค.ศ.1856 ถึง 1861

เครื่องดนตรีมีสี่ชิ้นคือ เปียโน ไวโอลิน วิโอล่าและเชลโล่ มีทั้งหมดสี่กระบวนดังนี้ (กระบวนที่สามถือว่าไพเราะกินใจที่สุด)


1.Allegro
2.Intermezzo: Allegro
3.Andante con moto
4.Rondo alla Zingarese: Presto







 

Create Date : 20 ธันวาคม 2552
Last Update : 20 ธันวาคม 2552 16:14:40 น.  

Macbeth: อิสตรีหรือจะอ่อนแอ

ตามความเข้าใจของเราในอดีต ผู้หญิงของสังคมทุกชาติมักจะเป็นช้างเท้าหลังที่สงบเสงี่ยม ทำตามคำสั่งของสามีอยู่ต้อยๆ แต่พวกเราเองก็ยอมรับว่ามีผู้หญิงไม่น้อยที่เข้ามามีอิทธิพลต่อสามีซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหรือแม้แต่ก้าวขึ้นมาใหญ่เสียเองและประวัติศาสตร์ก็จะย้อนไปประเมินค่าตีตราเธอเหล่านั้นว่าจะเป็นนางฟ้าผู้บริสุทธิ์หรือนางแพศยาสุดโฉดชั่วก็แล้วแต่ตัวบุคคลไป สำหรับตัวกวีเอกของโลกอย่างเช่น วิลเลียม เช็คสเปียร์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่หนึ่งของอังกฤษ (ครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ.1558 – 1603) ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของอังกฤษที่เจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมแล้วก็คงจะตระหนักถึงพลังเช่นนี้ของสตรี บทละครของเขาเรื่องหนึ่งคือ The Tragedy of Macbeth หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า Macbeth จึงเป็นตัวสะท้อนโลกทัศน์ของเช็คสเปียร์ต่อผู้หญิงถึงประโยคที่ได้กล่าวแนะนำมา บทละครเรื่องนี้เชื่อกันว่าถูกเขียนในช่วง ปี ค.ศ.1603 ถึง 1607 อันอิงมาจากชีวิตจริงของกษัตริย์ของสก็อตแลนด์พระองค์หนึ่งซึ่งมีครองราชย์ในช่วงปี ค.ศ.1040–1057

อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ได้กล่าวถึงบทละครของเช็คสเปียร์แต่เป็นอุปรากรของจูเซปเป้ เวอร์ดี้ คีตกวีชาวอิตาลีที่เวอร์ดี้ได้นำบทบทละครของเช็คสเปียร์ผู้มีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเขากว่าสองร้อยปีมาดัดแปลงถึงสามเรื่องคือ Macbeth (1846) Otello (1887)และ Falstaff (1893) ซึ่งเป็นอุปรากรหรรษาเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเวอร์ดี้ที่อิงจากละครชื่อ The Merry Wives of Windsor ความจริงแล้วสำหรับ Macbeth เวอร์ดี้ต้องขอบคุณนักแต่งบทอุปรากรคู่บุญของเขาคือฟรานเชสโก้ มาเรีย เปียบซึ่งก็อิงจากการแปลมาเป็นเชิงร้อยแก้วเป็นภาษาอิตาลีของคาร์โล รุสโคนีอีกทีหนึ่ง แต่ก็ถือได้ว่าเนื้อหาโดยส่วนใหญ่ ตัวอุปรากรจะซื่อสัตย์ต่อละครของเช็คสเปียร์อย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงลายละเอียดเพียงเล็กน้อยเช่นในบทละครมีแม่มดเพียงสามคน แต่ในอุปรากรจะเป็นกลุ่มแม่มดกว่าสิบคน (ส่วนภาพยนตร์Throne of Blood ของอาคิระ คูโรซาว่า ที่ดัดแปลงมาจากละครเรื่องนี้เหมือนกันมีแม่มดเพียงคนเดียว)







Macbeth ของเวอร์ดี้ถูกนำแสดงเป็นครั้งแรกในวันที่ 14 มีนาคม ปี ค.ศ. 1847 ที่โรงละครทีโทร เดลล่า เปอโรโกล่าของนครฟลอเร็นซ์และประสบความสำเร็จอย่างมาก ก่อนจะถูกเวอร์ดี้นำมาเพิ่มเติมดนตรีเข้าและเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในบางองก์ เพื่อนำออกแสดงอีกครั้งใน กรุงปารีส เมื่อปี ค.ศ.1865 แต่กลับได้รับความนิยมน้อยกว่าฉบับแรก Macbeth จางหายไปจากความนิยมของชาวโลกจนกระทั้งได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในหลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

อุปรากรมีทั้งหมดสี่องก์ เป็นเรื่องของนายพลแม็คเบ็ธพร้อมเพื่อนคือแบงโกวได้พลัดหลงไปในป่าลึกหลังจากได้ชัยชนะจากสงครามและพบกับฝูงแม่มดซึ่งทำนายว่าแม็คเบ็ธจะได้เป็นขุนนางชั้นอัศวินและจะได้เป็นกษัตริย์สืบต่อพระเจ้าดันแคนของอาณาจักรสก็อตแลนด์ แม็คเบ็ธเชื่อในคำทำนายมากเพราะหลังจากคำทำนายเขาได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ให้เป็นอัศวินทันที เขาจึงไปบอกให้ภรรยาของเขาคือเลดี้แม็คเบ็ธ เธอเฝ้าครุ่นคิดที่จะผลักดันให้สามีขึ้นเป็นใหญ่ตามคำทำนาย แต่แล้วก็ได้รับแจ้งว่ากษัตริย์ดันแคนทรงเสด็จมาแปรพระราชฐานที่ปราสาทของแม็คเบ็ธพอดี เลดี้แม็คเบ็ธจึงวางแผนการร้ายที่จะปลงพระชนม์กษัตริย์ (เป็นเพลง aria หรือเพลงร้องเดี่ยวที่เพราะที่สุดในอุปรากรคือ Or tutti, sorgete หรือ "จงลุกขึ้นมาเจ้าพวกอสุรกายแห่งนรกทั้งหลาย")และสามารถเกลี่ยกล่อมแม็คเบ็ธซึ่งลังเลใจในตอนแรกให้ลอบเข้าไปใช้กริชแทงกษัตริย์ดันแคนในห้องบรรทมจนสิ้นพระชนม์หลังจากนั้นก็แอบเอากริชไปไว้ที่ตัวยามซึ่งเผลองีบหลับพร้อมกับเอาพระโลหิตของกษัตริย์มาป้ายที่ตัวของหมอนั่น ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นฝีมือของยามและสองสามีภรรยายังพยายามใส่ร้ายว่าผู้บงการคือมัลคอล์มพระโอรสของพระเจ้าดันแคนเอง มัลคอล์มจึงต้องหลบหนีไปยังอังกฤษ

เมื่อแม็คเบ็ธขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์ เขาก็ยังคงไม่สบายใจเกี่ยวกับคำทำนายที่พวกแม่มดต่อตัวแบงโกวเพื่อนของเขาว่าลูกชายของแบงโกวนามว่าฟลีนซีโอ้จะได้เป็นกษัตริย์ในอนาคต แม็คเบ็ธได้ส่งกลุ่มนักฆ่ามาดักรอขณะที่คนทั้งคู่กำลังเดินทางมายังงานเลี้ยงบนทางอันมืดมิด แบงโกวถูกรุมแทงเสียชีวิต แต่ฟลีนซีโอ้หนีไปได้ ฉากที่สามในองก์ที่สองถือว่าเพลงไพเราะไม่น้อยเป็นฉากในห้องโถงที่แม็คเบ็ธและภรรยาต้อนรับแขกทั้งหลาย เลดี้แม็คเบ็ธร้องนำให้แขกดื่มสุรากันอย่างสนุกสนาน (Si colmi il calice หรือ "เอ๊า มาเต็มแก้วสุรากันให้เต็ม") หลังจากที่นักฆ่ามารายงานให้แม็คเบ็ธทราบถึงการลอบสังหาร แม็คเบ็ธแลเห็นผีของแบงโกวมาร่วมงานด้วยจึงเอะอะโวยวายราวกับคนบ้าถึงแม้ศรีภรรยาจะพยายามกลบเกลื่อนอย่างไรก็ตามสุดท้ายงานเลี้ยงก็ล่ม






ต่อมาแม็คเบ็ธได้เดินทางไปในถ้ำของพวกแม่มดเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง พวกแม่มดก็ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ซึ่งทำนายอนาคตให้แม็คเบ็ธถึงสามข้อ ข้อแรกให้ระวังแม็คดัฟฟ์ให้จงดี ข้อสองผู้ที่เกิดจากผู้หญิงจะไม่สามารถฆ่าแม็คเบ็ธได้ ที่สำคัญข้อสามแม็คเบ็ธจะไม่พ่ายแพ้จนกว่าป่าเบอร์นัมจะเดินมาประชิดวังตน ทำให้แม็คเบ็ธดีใจมากถึงแม้ตนจะทุกข์ทรมาณเพราะถูกผีหลอก ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธนั้นเดินละเมอไปรอบพระราชวังและเกิดสติฟั่นเฟือนเข้าใจว่ามีเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนมือของตนอยู่ตลอดเวลา (Una macchia e qui tuttora! หรือ "มักจะมีจุดเลือดอยู่เสมอ")

คู่กษัตริย์ราชินีสั่งให้ทหารไปฆ่าแม็คดัฟฟ์แต่เขาสามารถหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ด้วยความแค้นเคืองที่ลูกและเมียถูกสังหาร แม็คดัฟฟ์จึงร่วมมือกับมัลคอล์มและกองทัพอังกฤษในการบุกสก็อตแลนด์อย่างเต็มกำลังศึกเพื่อปลดปล่อยสก็อตแลนด์ออกจากน้ำมือของทรราช (La patria tradita หรือ "ชาติของเราถูกทำการทุรยศ") ฉากสุดท้ายที่น่าสะเทือนใจคือแม็คเบ็ธนั่งพร่ำพรรณนาถึงความตกต่ำของตนอย่างเดียวดายท่ามกลางราชวังซึ่งรกร้างเพราะข้าราชบริพารต่างหลบหนีด้วยความกลัวต่อกองทัพอังกฤษ(Pieta, rispetto, amore หรือ "ความเมตตา เกียรติยศและความรัก") ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธที่ได้ตัดช่องน้อยเสียชีวิตไปแล้ว แต่แม็คเบ็ธก็ยังมั่นใจในคำทำนาย จึงได้รวบรวมพลที่เหลือเข้าโรมรันกับกองทัพอังกฤษและตกตะลึงที่ว่ากองกำลังอังกฤษใช้กิ่งไม้ของป่าเบอร์นัมมาพรางตัวจึงเปรียบเสมือนกับป่าที่เดินได้ ในที่สุดกองทัพของแม็คเบ็ธก็พ่ายแพ้แต่เขาได้ต่อสู้กับแม็คดัฟฟ์ตัวต่อตัว เมื่อแม็คเบ็ธกล่าวถึงคำทำนายที่เหลือด้วยความลำพองใจ แม็คดัฟฟ์ก็เฉลยว่าเขาไม่ได้ "เกิด"จากมารดาแบบคนทั่วไปเพราะเขาถูกนำตัวออกจากครรภ์โดยการผ่า เขาจึงฆ่าแม็คเบ็ธได้สำเร็จ และมัลคอล์มก็ได้ขึ้นครองราชย์แทนท่ามกลางความยินดีของเหล่าทหารประชาชน (การร้องประสานเสียง Salva, o re! หรือ "กษัตริย์ทรงพระเจริญ")ในการแสดงบางครั้งนั้นตอนจบจะให้ฟลีนซีโอ้ลูกชายของแบงโกวก้าวมาเดินต่อหน้าทุกคน ราวกับจะบอกว่าคำทำนายของแม่มดยังไม่จบสิ้น

แม็คเบ็ธเป็นตัวละครที่แตกต่างจากละครแบบโศกนาฎกรรมทั้งหลายของเช็คสเปียร์ไม่ว่าจะเป็น เอียโก้ Othello พระเจ้าริชาร์ดที่สามใน Richard III เอ็ดมุนด์ใน King Lear ที่แม็คเบ็ธเป็นผู้ที่มีทั้งความแข็งแกร่งและความอ่อนแอในตัวเอง ในขณะที่เขาทะเยอทะยานถึงขั้นลอบปลงพระชนม์กษัตริย์แต่เขาก็มีความสงสัยในใจว่าสิ่งที่ทำลงไปในถูกต้องหรือไม่และต้องมาทุกข์ทรมานไปกับความรู้สึกผิดบาปซึ่งปรากฎตัวในรูปแบบของผีแบงโกว แต่ในท้ายสุดแล้วแม็คเบ็ธก็ยังมีความแข็งแกร่งคือไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายเหมือนกับตัวละครอื่นๆ ของเช็คสเปียร์ที่แต่ตัดสินใจจบชีวิตตนในสมรภูมิ ส่วนเลดี้แม็คเบ็ธเป็นกรณีที่น่าสนใจสำหรับบทบาทของผู้หญิง เธอเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงเองก็มีความทะเยอทะยาน ความชั่วร้ายแต่จารีตของสังคมโบราณที่ผู้ชายเป็นใหญ่ทำให้เธอไม่สามารถแสวงหาความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองจึงพยายามใช้ผู้ชายให้เป็นเครื่องมือ แม้แต่เหล่าแม่มดเองซึ่งเป็นตัวแทนของโชคชะตาที่กำหนดชีวิตของมนุษย์ทั้งมวลก็เป็นผู้หญิง

แท้ที่จริงผู้หญิงมีอำนาจแฝงที่น่ากลัวเทียบได้กับธาตุหยินซึ่งอ่อนแอแต่สามารถใช้ความอ่อนแอนั้นสยบความแข็งแกร่งของผู้ชายซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุหยางอันไม่ได้หมายถึงการใช้เสน่ห์ทางเพศของเท่านั้นหากยังหมายถึงสติปัญญาหรือความกล้าหาญของเธออีกด้วย แม้ในบทละคร/อุปรากรเรื่องนี้จะเป็นในด้านร้าย ๆ ก็ตาม ฉากที่ฟ้องถึงสิ่งนี้ได้อย่างดีคือฉากที่แม็คเบ็ธชายชาติทหารร่างบึกบึนแสดงท่าทางกระอักกระอ่วนใจแต่ก็จำใจถือกริชตามคำชักจูงกึ่งคำสั่งของผู้หญิงร่างอ้อนแอ้นอรชรและเมื่อแม็คเบ็ธเดินตัวสั่นเหงื่อโทรมกายออกจากห้องบรรทมของกษัตริย์มาทรุดตัวนั่งลงเงียบ ๆ ก็เป็นผู้หญิงคนเดิมอีกเช่นกันที่จัดการกลบเกลื่อนทุกอย่างเพื่อให้ลุตามความทะเยอทะยาน แม็คเบ็ธจึงดูไม่ต่างจากหุ่นเชิดของเลดี้แม็คเบ็ธแม้แต่น้อย






จูเซปเป้ เวอร์ดี้

 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 10:07:31 น.  

อัลบั้มเพลงอุปรากรสำหรับผู้ไม่ฝักใฝ่

การฟังหรือการชมอุปรากรนั้นไม่ยากเลย เพียงแต่ต้องกำจัดอคติบางประการออกไปแล้วปล่อยใจล่องลอยไปกับเสียงเพลงแม้เสียงร้องโดยเฉพาะของผู้หญิงแบบโซฟราโนจะสูงจนแก้วหูปวดหนึบสักเล็กน้อย ส่วนเนื้อเรื่องเชื่อได้ว่าคุ้นๆ สำหรับคนที่เคยดูละครหลังข่าวของไทย ถ้าจะถามว่าผู้เขียนฟังเนื้อเพลงออกไหม ? คำตอบก็คือย่อมไม่มีทางเป็นแน่เพราะส่วนใหญ่เป็นภาษาอิตาเลี่ยน ฝรั่งเศสและเยอรมัน คำแนะนำก็คือไปอ่านคำแปลเอาสิ และจะถามผู้เขียนว่าฟังเก่งไหม ? ก็จะตอบว่าไม่เก่งหรอก บางทีก็เบื่อเพลงคลาสสิคหันไปฟังเพลงแนวอื่นอยู่บ่อยครั้ง ไม่อาจหาญว่าตัวเองเหมือนคนที่ฟังเพลงอุปรากรเก่งๆ เช่นครูสอนร้องเพลงที่ฟังออกว่าคนร้องแหกคีย์หรือไม่ ใครร้องดีกว่ากัน เพียงแต่ผู้เขียนเป็นนักรักจะฟังแค่นั้น ฟังอยู่คนเดียวไม่เคยฟังร่วมกับใครเพราะมักจะโดนดูถูกผ่านสีหน้าและคำพูด โดยไม่สำนึกว่าที่จริงมันก็เป็นเพลงประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับพ็อพ แจ๊ส บลู ร็อค หรือแม้แต่เพลงซอกำเมือง !

ต่อไปนี้คืออัลบั้มเพลงที่ผู้เขียนใคร่อยากจะแนะนำให้พวกเราที่ส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคยกับเพลงอุปรากรมาซื้อไว้ฟังเล่นๆ หรือช่วยการจินตนาการว่าตัวเองเป็นพระเอกหรือนางเอกภาพยนตร์สักเรื่องก็ได้ เพราะอัลบั้มนี้เป็นการรวมเพลงที่ถูกนำมาร้องบ่อยมากจนซึมเข้าไปในรูหูชาวโลกทั่วไปโดยไม่รู้ตัวเพราะถูกใช้ประกอบโฆษณา ภาพยนตร์ ที่คนฟังโดยมากจะเป็นพวกประหลาด ๆ เช่น พวกโรคจิต เกย์ หรือไม่ก็ไฮโซ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมประชานิยมไป






ในอัลบั้ม Opera: Greatest Hits ของค่ายเพลงโซนี่มีเพลงอุปรากรกรที่โด่งดังของโลกดังต่อไปนี้ (*** คือสัญลักษณ์ที่บอกว่าเพลงนี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปอย่างมาก)


overtures & intermezzi for orchestra Prelude และ Carmen และ Habanera ในอุปรากรเรื่อง Carmen ของจอร์จ บิเซต์ ***

La ci darem la mano ในอุปรากรเรื่อง Don Giovanni ของ วูฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ต

Largo al factotum ในอุปรากรเรื่อง Il barbiere di Siviglia ของจักคิโน่ รอสซินี

O mio babbino caro ในอุปรากรเรื่อง Gianni Schicchiของ จักโคโม ปุชชินี ***

E lucevan le stelle และ Vissi d'arte ในอุปรากรเรื่อง Tosca และ ของ จักโคโม ปุชชินี ***

Nessun dorma! ในอุปรากรเรื่อง Turandot ของ จักโคโม ปุชชินี ***






(Turandot)



Un bel di ในอุปรากรเรื่อง Madama Butterfly ของ จักโคโม ปุชชินี ***

Vesti la giubba ในอุปรากรเรื่อง Pagliacci ของรูจเจโร่ ลีโอคาวาล์โล

Cavalleria rusticana เพลงคั่นกลางในองก์ที่หนึ่ง ของ ปีโตร มัสคาญี่ ***

Grand March และ Celeste Aida ในอุปรากรเรื่อง Aida ของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้ ***






(Aida)



Una voce poco fa ในอุปรากรเรื่อง Il barbiere di Siviglia (The Barber of Seville) ของ จักคิโน่ รอสซินี่ ***

Quandole sere al placido ในอุปรากรเรื่อง Luisa Millerของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้

Anvil Chorus และ Di quella pira ในอุปรากรเรื่อง Il Trovatore ของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้

Libiamo (Drinking Song)ในอุปรากรเรื่อง La Traviata
ของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้ ***






(La Traviata)



La donna e mobile ในอุปรากรเรื่อง Rigoletto
ของ จูเซฟเป้ เวอร์ดี้ ***

teure Halle ในอุปรากรเรื่อง Tannhauser
ของ ริชาร์ด วาคเนอร์

M'appari tutt'amor ในอุปรากรเรื่อง Martha ของ ฟรีดิค ฟอน โฟลเทาว์

Polovstian Dance ในอุปรากรเรื่อง Prince Igor ของ อาเล็กซานเดอร์ โบโรดิน






(Prince Igor)



ขอยกบริบทของเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษมาสักเล็กน้อยได้แก่ Habanera ซึ่งหลายคนรู้จักอีกชื่อตามประโยคแรกของเพลงนั้นคือ L'amour est un oiseau rebelle หรือ "ความรักคือนกแสนพยศ"เป็นเพลงร้องเดี่ยวตอนที่นางเอกของเรื่องคือคาร์เมนสาวโรงงานร้องยั่วบรรดาทหารๆ ในตอนช่วงต้นของเรื่องเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนของเธอว่าเธอจะรักผู้ชายที่ไม่ได้หลงใหลในตัวเธอ หรือ Nessun dorma!ที่ถูกขับร้องโดยพาวาร็อตตี้จนได้รับความนิยมจากชาวโลกจนกลายเป็นเพลงป็อบไปนี้เป็นเรื่องของเจ้าชายมงโกลที่กล้าหาญไปตอบคำถามมรณะสามข้อซึ่งถ้าตอบผิดถูกตัดหัว แต่ถ้าตอบถูกก็จะได้ตูรันโดเจ้าหญิงของอาณาจีนเป็นมเหสี เขาสามารถตอบได้ทั้งหมดและท้าทายให้ทายชื่อเขาให้ได้ เจ้าหญิงจึงเกณฑ์ให้ชาวปักกิ่งไปหาชื่อของชายนิรนามคนนี้ภายในคืนนี้ให้ได้มิเช่นนั้นจะถูกตัดหัวกันหมด ในคืนนั้นเจ้าชายมานั่งอยู่ในสวนร้องเพลงว่า จะไม่มีใครนอนกันแล้วคืนนี้ (Nessun dorma)

นอกจากนี้ Un bel di หรือ"วันที่สวยงามวันหนึ่ง" เป็นเพลงร้องของโจโจ้ซัง สาวญี่ปุ่นที่กำลังตั้งความหวังว่าร้อยเอกพิงเกอร์ตั้น สามีของเธอจะกลับมาหาเธอที่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง และ Libiamo (Drinking Song)เป็นเพลงร้องประสานเสียงในฉากที่ตัวเอกและพรรคพวกต่างร้องเพลงเพื่อบรรยายความสุขของการดื่มกินกันในงานเลี้ยงหรูหราและเป็นตอนที่พระเอกกำลังตกหลุมรักนางเอกซึ่งเป็นนางกลางเมือง ส่วน La donna e mobile หรือ "อิสตรีนั้นช่างกลอกกลิ้ง" เป็นเพลงที่เจ้าชาย ตัวเอกของเรื่องร้องเสียดสีผู้หญิงทั้งที่ตัวเองมีพฤติกรรมเช่นนั้นเหมือนกัน และ Celeste Aida ที่ประกอบกับฉากที่ราดาเมซได้รู้ว่าตัวเองถูกเลือกให้เป็นแม่ทัพในการนำกองทัพอียิปต์เพื่อพันตูกับศัตรู เขาจึงร้องเพลงแสดงความดีใจพร้อมกับความรำลึกถึงไอด้าหญิงผู้เป็นที่รัก หรือเพลงเพียงอย่างเดียวคือ Grand March ในอุปรากรเรื่องเดียวกันถูกบรรเลงประกอบกับฉากที่กองทัพอียิปต์กำลังเดินทางกลับมาเพื่อฉลองชัยชนะ





(Rigoletto)


วงดนตรีที่เล่นในซีดีก็มีชื่อเสียงปานกลางจนไปถึงระดับโลก และยังควบคุมโดยวาทยากรชื่อเสียงธรรมดาจนไปถึงขาใหญ่ของวงการดนตรีคลาสสิคไม่ว่าจะเป็น วงนิวยอร์ค ฟิลฮาร์โมนิกนำโดย ลีโอนาร์ด เบอร์สไตน์และ ซูบิน เมห์ธาในต่างปีกัน วง เมโทรโปลิแตน โอเปร่า ออร์เคสตร้านำโดย เจมส์ เลวิน ส่วนนักร้องส่วนมากอยู่ในระดับโลกไม่ว่า พลาซิโด้ โดมิงโก้ , ลีโอ นุชชี , โฮเซ่ คาเรรีอัส, คิริ เตกานาวา ฯลฯ





(Kiri Te Kanawa)



อัลบั้มเพลงชุดนี้ถือได้ว่ามีความสร้างสรรค์อยู่ไม่น้อย ปกในของซีดีนอกจากการแนะนำชื่อเพลงและรายละเอียดอื่น ๆ ข้างบนยังมีประวัติศาสตร์สำคัญ ๆ ของอุปรากรในลักษณะเรียงลำดับตามเวลาทำให้ผู้ซื้อได้ความรู้อีกด้วยเช่น ในปี ค.ศ. 1597 อุปรากรเรื่องแรกของโลกคือ Dafne ของ จาโคโป เพอรี่ ถูกนำออกแสดงในเมืองฟลอเร็นซ์ อิตาลี หรือในวันที่ 3 มีนาคม ปี ค.ศ.1875 ผู้ชมชาวปารีสต่างตกใจกับอุปรากรเรื่อง Carmen ของ จอร์จ บีเซต์ เพราะมีนางเอกที่โยกเอวทำท่ายั่วผู้ชายแถมยังสูบบุหรี่บนเวที (นัยว่าคนในสมัยนั้นมีเกณฑ์ทางศีลธรรมสูงแต่พฤติกรรมไม่แพ้กับคนสมัยนี้)หรือในวันที่ 25 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1926 อุปรากรเรื่อง Turandot ถูกนำออกแสดงครั้งแรกถึงแม้ว่าปุชชินี่จะเสียชีวิตไปแล้วและแต่งอุปรากรเรื่องนี้ไม่เสร็จในองก์ที่สาม จนต้องมีคนมาช่วย เวลาถึงตอนนี้ผู้กำกับวงดนตรีมักจะหยุดและประกาศกับคนดูว่า "ถึงตอนนี้ท่านนักดนตรีเอกได้วางปากกาลง" หรือ ปี ค.ศ. 1990 พาวาร็อตติ โดมิงโก และคาเรรีอัสได้เปิดการแสดงพิธีเกิดฟุตบอลโลกในอิตาลีการบันทึกการแสดงสดครั้งนี้ได้กลายเป็นอัลบั้มเพลงคลาสสิกที่ขายดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้อัลบั้มเพลงยังมีการตั้งคำถามในปกหลังซีดีต่อผู้ซื้ออีกว่า ในกรุงโรมศตวรรษที่สิบเจ็ดนักร้องหญิงถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นเวที อุปรากรจะเป็นอย่างไรต่อไป ? คำตอบก็คือเค้าหันมาใช้นักร้องชายที่ถูกตอนตั้งแต่เด็ก (castrasti) แทนซึ่งมีเสียงแหลมและไพเราะได้ไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงเลย แถมผู้ชมสาวๆ ในยุคนั้น ยังกรี้ดนักร้องชายขันทีอีกด้วย





(Carmen)




ถือได้ว่าเป็นอัลบั้มเพลงอุปรากรที่น่าซื้อเก็บไว้สำหรับผู้ไม่ฝักใฝ่เป็นอย่างยิ่ง !

 

Create Date : 30 ธันวาคม 2551
Last Update : 5 มกราคม 2552 7:40:24 น.  

Messiah

หนาวนี้อากาศทางเหนือเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจทว่าคนที่เอือมระอากับลมหนาวกลับได้สิ่งย้อมใจคือท้องฟ้าอันงดงามในทุกโมงยามพร้อมความอบอุ่นคือแสงแดดยามเช้าและบ่ายอันแรงกล้าราวกับเป็นของกำนัลจากพระเจ้าให้เราได้เห็นคุณค่าของชีวิตแม้ว่ามันจะโหดร้ายเพียงใดแต่ก็ยังมีมุมเล็กๆ อันน่าอภิรมย์อยู่ไม่น้อย เพลงที่เหมาะสำหรับฟังในหน้าหนาวก็ไม่พ้นเพลงคลาสสิกในยุคบาร็อคซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะที่มีอิทธิพลในยุโรปประมาณช่วงปี ค.ศ. 1600-1750 คีตกวีในยุคบาร็อคคนสำคัญได้แก่โจฮันน์ เซบาสเตียน บาค , อันโตนีโอ วิวาดี้ (แน่นอนว่าใครก็ต้องนึกถึงคีตแห่งสี่ฤดูหรือ Four Seasons ของเขา), อาร์แคนเจโล คอเรลลี่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจอร์จ ฟรีดริก แฮนเดิล คีตกวีผู้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เยอรมันแต่มาได้ดิบได้ดีในราชสำนักของอังกฤษ







ดนตรีของแฮนเดิลที่โด่งดังไปทั่วโลกได้แก่ Water music ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อถวายพระเจ้าจอร์จที่หนึ่งและถูกบรรเลงบนเรือที่ลอยเหนือแม่น้ำเทมส์ และ Music for the Royal Firework ซึ่งเป็นเพลงที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อฉลองการสิ้นสุดของสงครามครั้งใหญ่ของยุโรปที่ชื่อ Austrian Succession นอกจากนี้ยังเขายังผลิตงานที่น่าประทับใจออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น Concerti grossi, Organ concerto, Sonata for violin and Harpsicord, Coronation Anthem for George 2 ฯลฯ มิใยต้องกล่าวถึงถึงอุปรากรของเขากว่าสี่สิบสองเรื่อง

เพลงของแฮนเดิล ที่จะกล่าวในที่นี้คือ ออราโตริโอ หรือ เพลงร้องที่มีลักษณะคล้ายกับอุปรากร มีการบอกเล่าเรื่องราวแต่ไม่มีการแสดงหรือฉากแบบละครเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนอุปรากร ประเภทของการร้องได้แก่การร้องเดี่ยว(เช่นโซฟราโนและเทเนอร์) ร้องประสานเสียงซึ่งผู้ร้องเดี่ยวต่างยืนร้องอยู่หน้าวงดนตรีในคอนเสิร์ต ส่วนวงร้องประสานเสียงยืนอยู่ข้างหลังวงดนตรีดูอลังการ แฮนเดิลแต่งเพลงออราโตริโอหลายบทเช่น Esther, Athalia ,Saul, Israel in Egypt , Samson, Judas Maccabaeus , Solomon และ Jephtha กระนั้นออราโตริโอที่โด่งดังที่สุดของแฮนเดิลก็คือ Messiah (ไม่มี The) หรือ "พระผู้มาโปรดโลก"หรือ พระเยซูนั้นเอง บทเพลงนี้ถูกเขียนขึ้นในปี 1741 ที่บ้านของแฮนเดิลเองกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในช่วงที่แฮนเดิลกำลังทุกข์ทรมานใจเพราะชื่อเสียงของตนกำลังตกต่ำ ผลงานของเขาโดยเฉพาะอุปรากรถูกโจมตีจากพระผู้ทรงอิทธิพลในคริสตจักรว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นศาสนาเช่นเดียวกับโรงละครโคเวนท์การ์เดนที่เขาเป็นผู้อำนวยการก็ถูกกล่าวหามีแต่ผู้เข้าดูที่ไร้เกียรติในสังคม






ผู้เขียนเนื้อร้องของเพลง Messiah คือชาร์ลส์ เจนเนนส์ได้นำเนื้อหามาจากเนื้อพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่ งานสามารถแบ่งเป็นสามส่วนซึ่งบรรยายชีวิตของพระเยซูคริสต์ ส่วนแรกนั้นเกี่ยวข้องกับตอนที่พระองค์ประสูติ ส่วนที่สองลำดับเหตุการณ์ของความทนของพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขน การฟื้นกลับมาและการกลับสู่สวรรค์ และการเผยแพร่คำสอนของพระองค์ ส่วนที่สามนั้นบรรยายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในพระวิวรณ์ที่มีต่อเซนต์จอห์น บทเพลงย่อยในออราโตริโอบทนี้ที่ได้รับความนิยมได้แก่


For Unto Us a Child Is Born

Rejoice Greatly, O Daughter of Zion

I Know That My Redeemer Liveth (ถูกนำมาบรรเลงอยู่บ่อยครั้งในงานศพแบบคริสเตียน)

Behold the Lamb of God

The Trumpet Shall Sound

All we like sheep

ฯลฯ



Messiah ถูกนำออกแสดงเป็นครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิตปี 1742 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตการกุศลในนิวส์มิวสิกฮอลล์ กรุงดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์จนประสบความสำเร็จอย่างสูง ออราโตริโอชิ้นนี้จึงเป็นงานที่ช่วยให้ชื่อเสียงและฐานะการเงินของแฮนเดิลกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง Messiah มักจะถูกแสดงในช่วงอาทิตย์ก่อนวันคริสตมาส และกลายเป็นเพลงร้องประสานเสียงได้ที่นิยมมากที่สุดของโลกตะวันตกจนถึงทุกวันนี้ ผลงานที่พอจะเทียบเคียงได้ก็มี Christmas Oratorio ของบาค

อย่างไรก็ตามเพลงร้องประสานเสียงส่วนที่โด่งดังที่สุดของออราโตริโอบทนี้จนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมแบบประชานิยมดังจะดูได้จากโฆษณาเมืองไทยของขนมขบกรอบชนิดหนึ่งได้ยืมท่อนร้องมาประกอบและภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดอย่างเช่น Face/Off ที่ผู้ร้ายปลอมตัวเป็นพระมากำกับวงร้องประสานเสียงซึ่งกำลังร้องเพลงนี้ คือ Hallelujah (อาเลลูยา) หรือคำอุทานเพื่อสรรเสริญพระเจ้า ว่ากันว่าพระเจ้าจอร์จที่สองเมื่อทรงฟังเพลงตอนนี้ได้ยืนขึ้นเพราะความซาบซึ้งพระทัย ทำให้คนอื่นในโรงละครที่กำลังแสดงคอนเสิร์ตก็ต้องลุกตามจนกลายเป็นประเพณีสืบมาว่าเมื่อดนตรีเล่นถึงตอนนี้แล้วคนดูจะต้องลุกขึ้นยืนแต่ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอีกว่าจริงๆ แล้วการที่พระเจ้าจอร์จทรงลุกขึ้นเพราะความซาบซึ้งพระทัยหรือว่าที่จริงแล้วพระองค์ยืนเพราะเสด็จมาสายหรือว่าพระองค์เพียงต้องการถวายความเคารพต่อพระเจ้าหรือพระองค์ทรงเป็นโรคเก๊าท์จึงต้องลุกเพื่อให้อาการเจ็บทุเลาลง อันนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้



 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2551 19:28:35 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

Johann sebastian Bach

Location :

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

Alternative Blog for another world view
 
Friends' blogs
[Add Johann sebastian Bach's blog to your weblog]
Links
 

 

 


Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.