Bloggang.com : weblog for you and your gang

อยากถามจริงๆว่าถ้าหนูเป็นลูกของคุณ คุณยังจะพูดแบบนี้มั้ย?

หอพักนักศึกษาหญิง หอใหม่! หอสำหรับโลกเบี้ยวๆ

โลกเบี้ยวมันเริ่มเมื่อวันหนึ่งที่กำลังจะอาบน้ำแล้วไฟมันก็ร่วงลงมา เหลือสายไฟเล็กๆดึงมันไว้ไม่ให้ร่วงใส่หัว ก็เลยไปบอกผู้ดูแลหอ วันรุ่งขึ้นก็มาซ่อมให้ แต่ไฟก็ยังไม่ติดเหมือนเดิม


ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันก็จะย้ายออกแล้ว ใชไฟฉายไป ทนไป...


จนวันหนึ่ง กำลังอาบน้ำ หันกลับไปจะหยิบสบู่ เข่าไปชนชักโครกล้มลงไป

เกิดมาเพิ่งเคยเจอ ชักโครกไม่มีอะไรยาไว้เลย มันยกออกมาได้เลยด้วยซ้ำ นี่เล่ยเอามาวางไว้เฉยๆเลยนี่หวา แถมขอบชกโครกยังแตกอีก มืดก็มืดถ้าเหยียบคงแย่ ยังดีที่ไม่ล้มลงไป สุดท้ายก็ยกมันวางไว้ที่เดิมแล้วก็หายไปจากห้องน้ำนี้โดยถาวร ไหนๆก็จะย้ายแล้วไปอยู่หอเพื่อนก็ได้อีกสามสี่วัน

หนูต้องย้ายวันที่ 1 นะคะ"

โอเคได้เลย ย้ายวันนั้น รับเงินค่าประกันวันนั้น เอาเงินไปให้หอใหม่แล้วก็ย้ายเข้า

เปล่า... " หนูต้องถูกปรับค่าชักโครก หนึ่งพันสองร้อยบาทนะค่ะ"

ค่าอะไร... ค่าที่เราเกือบจะโดนชักโครกที่ไม่ได้ยาล้มใส่ ในห้องน้ำมืดๆเนี่ยนะ จะเกินไปมั้ย เห็นเราเป็นนักศึกษาเหรอเลยทำแบบนี้

พอเห็นเราโทรไปหาที่บ้าน ก็ทำเป็นใจดีบอกว่า ลดให้สองร้อยก็ได้ เหลือหนึ่งร้อยบาท โอ้ สุดยอด ใจดีกับเราขนาดนี้

ย้ายเข้าหอใหม่ไม่ได้ อยู่หอเก่าก็ไม่ได้ พ่อเลยบอกให้ไปแจ้งความ

เราขอให้เพื่อนไปส่งที่สถานีตำรวจด้วยความหวัง

แต่มันก็แค่นั้น...

คุณตำรวจ บอกว่า มันเป็นความประมาทของหนูเองนะที่ทำมันล้ม หนูต้องการอะไร

เรารู้สึกว่าเราไร้สาระหรือไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง สรุปแล้วเรื่องทั้งหมดคือความผิดของเราใช่มั้ย ถ้าหากเราไม่ได้อาบน้ำอยู่ ถ้าเราใช้มันแล้วเอื้อมไปหยิบขันน้ำแล้วมันล้มลงมา มันแตก บาดเรา ในห้องน้ำที่ไม่มีไฟ เราผิดใช่มั้ยที่ทำชักโครกของหอแตก จะบาดเจ็บอะไรช่างมัน หอมันไม่ได้มาตรฐานไม่ได้คิดถึงนักศึกษาที่อาศัยช่างมัน ไม่ใช่กฏหมายอาญา ยังไงเมิงอ่ะก็ต้องจ่ายให้เขาเพราะทำของเขาพัง เมิงเป็นไรไม่เกี่ยวกะหอเว้ย

"มันไม่ใช่เรื่องทางอาญา นอกเหนือที่ตำรวจจะทำอะไรได้ ไม่ได้อยู่ในขอบเขต หนูต้องการให้ตำรวจทำอะไรละ หืม"

"หนูแค่อยากให้คุณตำรวจช่วยไกล่เกลี่ย"

"แต่มันเกิดจากความประมาทของหนูเองนะ"

น้ำตาเราไหลออกมา ไมได้ไหลเพราะกลัวที่จะไม่มีตังค์ไปจ่ายค่าหอใหม่ ไม่ได้กลัวที่จะไม่มีหออยู่ในคืนนั้น แต่เราร้องไห้เพราะ เรารู้สึกว่าเราโง่เหลือเกิน เหมือนโลกมันเบี้ยวๆ แล้วเริ่มถามตัวเองว่า นี่กุมาทำไมที่นี่ ก็ในเมื่อกุผิดที่เสือกอาบน้ำในห้องน้ำมืดๆที่หอไม่ยอมมาซ่อม แล้วเสือกโดนชักโครกที่หอเอามาตั้งไว้โดยๆไม่ยาติดกับพื้นล้ม แล้วยังเสือกเสร่อหน้ามาขอให้คุณตำรวจที่พร้อมจะช่วยเหลือประชาชนในเรื่องของอาญาเท่านั้นช่วย กุนี่โง่จริงๆ

พูดแค่ว่า ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่ช่วยหนูอย่างเต็มที่และยกมือไหว้อีกหนึ่งที

จนมีตำรวจอีกท่านที่ดูอาวุโสกว่ามาถาม แล้วเราก็เอารูปที่ถ่ายมาให้ดู ท่านก็เลยโทรหาที่สำนักงานบอกจะช่วยไกล่เกลี่ยให้(เมื่อกี้อีกคนบอกไม่ได้) สุดท้าย สำนักงานปิดแล้ว คุณตำรวจจึงบอกว่าพุ่งนี้จะนัดไปไกล่เกลี่ยให้ แล้วก็จบ ไม่ได้ขอเบอร์ แล้วเราก็ไม่รู้จะยื่นโง่อยู่ตรงนั้นทำไม เลยขอให้เพื่อนพากลับ

ร้องไห้...ร้องไห้เพราะคนหนึ่งคน ช่วยสอนเราว่า "หนูจะเรียกร้องอะไรในเมื่อหนูประมาทเอง จบ!"

ยกมือไหว้ขอบคุณ...เพราะเขาได้สอนเราได้รู้ในเรื่องหลายเรื่องในชีวิต เพิ่งเข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงบอกให้เข้มแข็ง เพราะอย่าหวังที่จะพึ่งใครเลย

อย่างน้อยคุณตำรวจอีกคนก็ช่วยโทรไปหาที่สำนักงาน อย่างน้อยเขาก็แสดงให้เราเห็นว่าเขาอยากจะช่วยเรา

ขอบ คุณ จริง จริง




...........................................................

ทำไมไม่เอามีดมาแทงกุเลยละ ทำแบบนี้ เออก็เพราะกุมันคนต่างจังหวัดนิ เพราะกุเป็นแค่นักศึกษานี่ ไม่มีปัญญาทำไรได้อยุเเล้ว เอ้อ โลกแม่งเบี้ยวจริงๆ

 

Create Date : 02 ธันวาคม 2552
Last Update : 2 ธันวาคม 2552 2:03:12 น.  

สวัสดี ลาก่อน...บัวซอน



วันนี้มีโอกาสไปกินร้านอาหารเจ้าประจำ ที่เป็นเจ้าประจำเพราะอาหารอร่อย แล้วก็ถูกมาก นอกจากจะถูกแล้วยังให้ข้าวเยอะจนกินไม่หมด ซึ่งเป็นปัญหาต่อการไดเอทเหลือเกิน

สมัยนี้จะหาข้าว ราคา 20 บาทนี่แทบหาไม่ได้แล้ว...ส่วนมากก็ 30 บาท
ช่างทำร้ายกระเป๋าเงินของนักศึกษาที่ต้องอาศัยหออยู่ไกลบ้านจริงๆ

เจ้าของร้านเป็นคุณป้ากับคุณลุงที่น่ารักมาก นอกจากจะมีรอยยิ้มเสมอแล้วยังเป็นกันเองและเต็มที่กับอาหารและการบริการมาก

ร้านเล็กๆที่มุงด้วยจากแทนกระเบื้อง รั้วเตี้ยๆทำจากไม้ไผ่สานแทนรั้วคอนกรีต มีต้นไม้เล็กๆตกแต่งกระจุ๋มกระจิ๋ม พื้นเป็นคอนกรีตบางส่วน บางส่วนเป็นดินแดง หน้าร้านมีป้ายใหญ่ๆเขียนว่า" ร้านอาหารบัวซอน" อิ่มอร่อยคุ้มค่าสำหรับนักศึกษาแน่นอน!


วันนี้ ได้ไปกินอีกครั้งเพิ่งรู้ว่าร้านจะย้ายไปที่อื่น ตอนทานผัดกระเพรา เลยได้มีโอกาสคุยกับคุณป้าตัวเล็กที่ดูเหมือนจะยิ้มด้วยตลอดเวลา
เพราะในร้านไม่มีลูกค้าเหมือเมื่อก่อน

พอมองดูหน้าของคุณป้า ที่มีรอยยิ้มแต่แววเหนื่อยล้าก็ชัดเจน
"ช่วงนี้เงียบ นักศึกษาไม่ค่อยมา ร้านอาหารก็เปิดเยอะ"

เราได้แต่นั่งคิดในใจว่ามันก็จริง ร้านอาหารของป้าอยู่ในซอยที่ทางลำบากมาก ทั้งขรุขระ ไฟก็ไม่มี ยิ่งกลางคืนยิ่งเปลี่ยว ถ้าไม่มีรถนี่อันตรายมาก แถมร้านยังตั้งอยู่ตรงกลางของซอยอีกต่างหาก

ตั้งแต่เปิดเทอมร้านอาหารอื่นก็เปิดกันเป็นดอกเห็ด บางร้านก็มีคนแน่นร้านช่วงแรกๆ บางร้านเงียบยังไงก็ยังเป็นแบบนั้น หายไปบ้างก็มี ต่างคนต่างก็ต้องทำมาหากิน ลำบากยังไงก็ต้องทน

เรานั่งฟังป้าคุยเงียบๆ คนตัวผอมๆ ที่หน้ามันจากความร้อน ริ้วรอยที่แสดงอายุที่ผ่านอะไรมามากมาย แม่ครัวที่ดูธรรมดาเหมือนชาวบ้านตามชนบททั่วไปคนนี้ จบเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทำงานมาหลายที่ เอาโครงการจากต่างประเทศไปพัฒนาชาวเขาตามชายแดนมาหลายครั้ง เคยลงทุนขายเสื้อไปยังเนปาล แต่โชคไม่ดีที่ตอนนั้นเกิดปัญหาในเนปาล ป้าบอกว่าเขาไม่รับของไทยเรา ของยังค้างอยู่ที่นู้นอีกล๊อตหนึ่งซึ่งทำอะไรไม่ได้ และยังเป็นช่วง IMF ของไทยอีก ลงทุนไปเป็นแสนแต่ตอนนี้ก็ต้องปล่อยวาง

คุณป้าตั้งใจจะกลับบ้าน จึงได้กลับมาเจอลุงอีกครั้ง ซึ่งตอนเด็กๆเคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน เลยลองลงทุนขายอาหาร ลุงเป็นคนทำอาหารอร่อยมาก ได้ไปต่างประเทศหลายครั้งไปทำอาหารให้สถานทูต แต่ช่วงนี้ไม่ได้ไปเพราะเพิ่งเปิดร้านได้ไม่นาน อยากอยู่ดูแลร้าน

ร้านบัวซอนเปิดตอนช่วงมกราคม ซึ่งตอนนั้นที่ร้านมีลูกค้ามากกว่านี้เยอะ ส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ปี 3-4ที่กำลังจะจบ เปิดได้ประมาณสองเดือน ก็เป็นช่วงปิดเทอม นักศึกษาต่างก็แยกย้ายกลับจังหวัดของตัวเอง ป้าบอกว่า ละแวกนั้นแทบจะเหมือป่าช้า หารถขับผ่านแทบไม่มี เปิดร้านได้สองเดือนก็เจอปัญหา ป้าได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร พอเปิดเทอมก็คงดีขึ้น ช่วงนั้นป้าเข็นรถเข็นไปขายก๋วยเต๋ยวในตลาด ส่วนลุงก็อยู่ขายที่ร้าน เพราะค่าที่ก็เพิ่มๆขึ้นทุกเดือน ไม่มีจ่าย ป้าเก็บเงินไม่ทัน

แล้วสามเดือนของช่วงเวลาปิดเทอมก็ผ่านไป ความหวังที่ป้าคิดว่าอะไรๆคงจะดีกว่านี้ กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด นอกจากกลุ่มลูกค้าปี 4ที่หายไปแล้ว เด็กปี1 ก็ไม่ค่อยออกมาหน้าม. เพราะยังไม่คุ้นเคย บ้างก็ยังไม่มีมอเตอร์ไซค์มาขี่ ยิ่งบัวซอนอยู่ในซอยก็ยิ่งไม่มีใครรู้จัก เราเห็นคุณลุงคุณป้าลองทำอะไรหลายๆอย่าง แต่ลูกค้าก็ยังไม่เยอะเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวบุ่พเฟ่ที่กินไม่ยั้ง 30 บาท แถมยังใส่ยาจีนด้วย หรือเมนูอาหารอื่นๆ

ตอนนี้...ร้านบัวซอนร้านนี้กำลังจะหายไป ไปอยู่ที่ใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะดีกว่านี้หรือแย่กว่านี้ แต่ป้าก็ยังยิ้มเหมือนเดิม ยังคุยเล่นหัวเราะบ่อยๆอย่างที่เป็น

นอกจากอาหารที่อร่อย และปริมาณมากเกินราคาแล้ว บางครั้งก็จะมีมะม่วงที่หั่นเป็นชิ้นน่าอร่อยใส่จานมาให้เรากินหลังอาหารด้วยฟรีๆ เพราะป้าเอามาจากสวนของตัวเอง บางครั้งก็ให้มะม่วงมาเยอะแยะให้ช่วยกันกินโดยไม่รับเงินเพิ่มเลย จำได้ตอนที่ป่วยลุงทำก๋วยเตี๋ยวชามพิเศษใส่ยาจีนเพิ่มให้เต็มๆชามบอกว่าเราจะได้หายไวๆ คอยจุดขดยาไล่ยุงให้ทั้งๆที่นั่งกินแป็บเดียว

สิ่งที่ประทับใจ ไม่ใช่เพราะสิ่งของที่เราได้รับ ไม่มีคำว่าวัตถุหรือผลตอบแทนใดๆ มันเป็นความรู้สึกดีๆที่ฟ้าและลุงมอบให้ ความตั้งใจและหวังดีรอยยิ้มจริงใจที่เราสัมผัสได้ จากร้านธรรมดาๆไม่ได้มีะไรโดดเด่น น่าสนใจ ในจังหวดที่ไกลจากบ้านเราเหลือเกิน เราได้รับความอบอุ่นจากคนที่เราคิดว่าเป็นแค่พ่อค้าแม่ค้าตามชนบทธรรมดา แต่กลับเรียนจบปริญญาตรี ด้วยความสามารถ ด้วยความตั้งใจและเงินที่หาได้ด้วยตัวเอง

ปริญญาโท...ทุนที่ส่งมาถึง เราถามว่าถ้าหากมีโอกาส ป้าจะเรียนต่อมั้ย อุตส่าห์ได้ทุน ป้าหัวเราะแห้งๆพร้อมกับลูบขาตัวเองไปมา อยากเรียนนะ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนต่อ แต่ไม่มีตังค์จะไป ปริญญาโท...มันคงจะเป็นได้แค่ความฝันเสียแล้วมั้ง ป้าเงียบไปสักพัก เหมือนจะจมลงไปในความทรงจำเก่าๆ คนเราต่างก็ดิ้นรน ก็ต้องสู้กันต่อไป

ป้าเล่าว่า ตอนที่ป้าเรียน กศน ป้าสอบติดเลื่อนขั้น แต่ถูกเอารหัสไปขายให้คนอื่น ป้าต้องทำงานกะดึก และตอนกลางวันไปติดต่อเรื่องเรียน ไม่ได้หลับได้นอนเลย เหนื่อยมาก อาจารยที่เห็นๆกันเกือบทุกวันกลับเอารหัสของป้าไปขายให้คนอื่น นัดตอน 4โมงเย็น ถึง 6 โมง ป้าไปตอนสี่โมงเย็น แต่กลับถูกบอกว่าทำไมไม่มาก่อนครึ่งชั่วโมง กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ตอนที่ประกาศชื่อแล้ว เหมือนเป็นฝันร้าย ป้าบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้าย ต้องทำงาน ต้องเรียน หาเวลานอนก็ไม่มี เพราะเราเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดหรือ ถึงทำแบบนี้ได้ แทบเป็นบ้า แต่พอผ่านมามันก็เหมือนเรื่องตลก พอมองกลับไปดูมันแค่ประสบการณ์เล็กน้อยๆที่สอนให้เรารู้ ทำให้เราเติบโตขึ้น

รอยยิ้มของป้าปรากฏอีกครั้ง "ถ้าคนเราต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ก็คงไม่เกิดปัญหาอะไรแล้ว คงไม่ต้องมีกฏหมายมากำหนด แก้แล้วแก้อีกไม่จบสิ้นแตกแขนงไปเรื่อยๆ ...แต่ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละนะ เรายังต้องอยู่ต่อไป"

เราอยู่คุยกับป้าอีกสักพัก ก็ถึงเวลากลับหอ ตอนที่ออกจากร้าน ก็อดใจหายไม่ได้ว่า อีกไม่กี่วันก็คงไม่มีร้านบัวซอนอยู่ตรงนี้แล้ว รอยยิ้มที่คุ้นเคยก็พลอยจะหายไปด้วย...


ถึงตอนนี้ก็หยุดไม่ได้ที่จะคิดถึงแม่กับป๊า อีกสองปี...ก็จะเรียนจบ ได้ออกไปทำงาน คงจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้บ้าง อยากให้สักวันหนึ่งที่แม่กับป๊าจะยิ้มและบอกใครๆได้ว่า "ลูกสาวของเราเรียนจบแล้ว และตอนนี้ก็เป็นคนจัดการเรื่องต่างๆภายในครอบครัว ทำให้สบายขึ้นเยอะเลย"


...แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว...


 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2552
Last Update : 4 กรกฎาคม 2552 2:21:17 น.  

NoT EasY

Location :
เชียงราย Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed


MusicPlaylistRingtones

 
Group Blog

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add NoT EasY's blog to your weblog]
Links